← All chants
ภาคสอง · พระปริตร

Karaniya Metta Paritta

กรณียเมตตปริตร

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะสักโก อุชู จะ สุหุชู จะสุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานีสันตุสสะโก จะ สุภะโร จะอัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติสันตินทฺริโย จะ นิปะโก จะอัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธนะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิเยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุงสุขิโน วา เขมิโน โหนตุสัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตาเย เกจิ ปาณะภูตัตถิตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสาทีฆา วา เย มะหันตา วามัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลาทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐาเย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเรภูตา วา สัมภะเวสี วาสัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตานะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะนาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิพฺยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญานาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะมาตา ยะถา นิยัง ปุตตังอายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเขเอวัมปิ สัพพะภูเตสุมานะสัมภาวะเย อะปะริมาณังเมตตัญจะ สัพพะโลกัสฺมิงมานะสัมภาวะเย อะปะริมาณังอุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะอะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตังติฏฐัญจะรัง นิสินโน วาสะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธเอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะพฺรัหฺมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะสีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโนกาเมสุวิเนยยะ เคธังนะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ

เมตตะสุตตัง นิฏฐิตัง

Translationกรณียเมตตาสูตร

กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ ปรารถนาเพื่อจะตรัสรู้สันตบท พึงบำเพ็ญไตรสิกขากุลบุตรนั้น พึงเป็นผู้อาจหาญ เป็นผู้ตรง ซื่อตรง ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่งสันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย มีความประพฤติเบา มีอินทรีย์อันสงบแล้ว มีปัญญาเครื่องรักษาตน ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย และไม่พึงประพฤติทุจริตเล็กน้อยอะไร ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียนได้ พึงเจริญเมตตาไปในสัตว์ทั้งหลายว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด.

(จงเป็นผู้มีความสุขกาย สุขใจ และปลอดภัยเถิด)

สัตว์มีชีวิตเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ เป็นผู้สะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง ไม่มีส่วนเหลือ สัตว์เหล่าใดมีกายยาวหรือใหญ่ ปานกลางหรือสั้น ผอมหรือพี ที่เราเห็นแล้วหรือไม่ได้เห็น อยู่ในที่ไกลหรือในที่ใกล้ ที่เกิดแล้วหรือแสวงหาที่เกิด ขอสัตว์ทั้งหมดนั้น จงเป็นผู้มีตนถึงความสุขเถิด

สัตว์อื่นไม่พึงข่มขู่สัตว์อื่น ไม่พึงดูหมิ่นอะไรเขาในที่ไหน ๆ ไม่พึงปรารถนาทุกข์ให้แก่กันและกัน เพราะความกริ้วโกรธ เพราะความเคียดแค้น.

มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดในตน แม้ด้วยการยอมสละชีวิตได้ ฉันใด กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ ในสัตว์ทั้งปวง แม้ฉันนั้น ก็กุลบุตรนั้น พึงเจริญเมตตามีในใจไม่มีประมาณ ไปในโลกทั้งสิ้น ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง ไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีศัตรู.

กุลบุตรผู้เจริญเมตตานั้น ยืนอยู่ก็ดี เดินอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ก็ดี พึงเป็นผู้ปราศจากความง่วงเหงาเพียงใด ก็พึงตั้งสตินี้ ไว้เพียงนั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าววิหารธรรมนี้ว่า เป็นพรหมวิหารในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านี้ และกุลบุตรผู้เจริญเมตตา ไม่เข้าไปอาศัยทิฏฐิ เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยทัสสนะ นำความยินดีในกามทั้งหลายออกได้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงความนอนในครรภ์อีก โดยแท้แล.

(ขุ. ขุ. , ขุ. สุตฺต.)

Read moreกรณียเมตตาสูตร (ที่มา)

ครั้งหนึ่งในเวลาใกล้ดิถีเข้าพรรษา สมเด็จพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี ภิกษุ ๕๐๐ รูป เรียนพระกรรมฐานจากสำนักพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ทูลลาไปบำเพ็ญสมณธรรมในสถานที่อันสงัด ได้เดินทางถึงราวป่าหิมพานต์ ปัจจันตประเทศ มีสีเขียว มีร่มเงาทึบเย็น มีภูมิภาคราบเรียบไปด้วยทรายสะอาด เย็นดี เสมือนแผ่นเงินข่ายมุกดาล้อมด้วยชลาลัย จึงพักอยู่คืนหนึ่ง ณ ที่นั้น ในเวลารุ่งอรุณ ก็เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลนัก ประชาชนในหมู่บ้านนั้นเห็นภิกษุเหล่านั้นก็มีความเสื่อมใส ได้ถวายอาหารบิณฑบาต และอาราธนาให้ภิกษุเหล่านั้นอยู่จำพรรษา ณ ราวป่านั้น

ภิกษุเหล่านั้นรับนิมนต์แล้วได้บำเพ็ญสมณธรรมด้วยการปรารภความเพียรตลอดกลางวันกลางคืนที่กุฏิบ้าง ที่โคนต้นไม้บ้าง เหล่าเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นั้น ต่างพากันลงมาจากต้นไม้อันเป็นวิมานของตน และพากันคิดว่า ภิกษุเหล่านี้คงจักเดินทางในวันรุ่งขึ้น ครั้นวันรุ่งขึ้นเป็นวันเข้าพรรษา ภิกษุเหล่านั้นได้อธิษฐานเข้าพรรษา ณ ที่นั้น สร้างความผิดหวังให้กับเหล่าเทวดา จึงร่วมกันคิดว่า พวกเราจักแสดงอารมณ์ที่น่ากลัวแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยได้เนรมิตกายเป็นยักษ์บ้าง ทำเสียงน่ากลัวบ้าง ทำกลิ่นอันเหม็นบ้าง ภิกษุเหล่านั้นไม่อาจทำจิตให้สงบบำเพ็ญสมณธรรม เกิดความกลัวต่อภัยแห่งการเบียดเบียนนั้น จนทำให้ซูบผอม เป็นโรคผอมเหลือง ภิกษุทั้งหลายจึงปรึกษากันว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติการอยู่ จำพรรษาไว้ ๒ อย่าง คือ พรรษาต้นและพรรษาหลัง ก็เสนาสนะนี้ไม่เป็นที่สัปปายะแก่พวกเรา พึงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลให้ทรงทราบถึงอารมณ์ที่น่ากลัวจนไม่สามารถที่จะบำเพ็ญสมณธรรมได้

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า สถานที่แห่งนั้นเหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม และเมื่อเธอทั้งหลายอยู่ ณ ที่นั่น จักบรรลุธรรม เป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ จึงประทานเมตตปริตรให้ภิกษุเหล่านั้นได้เรียนสาธยายพระสูตรนี้เสมอ ๆ สำหรับป้องกันตัวและเป็นกรรมฐาน ตรัสกับภิกษุเหล่านั้นว่า พวกเธอ จงอยู่ในราวป่านั้นนั่นแหละ และจงเคาะระฆังในวันธรรมสวนะ ๘ วันต่อเดือนแล้วจงสวดพระสูตรนี้ จงทำธรรมกถา กล่าวธรรม สนทนาธรรม อนุโมทนากัน จงส้องเสพเจริญให้มากซึ่งกรรมฐานนี้นี่แหละ พวกอมนุษย์เหล่านั้น จักไม่แสดงอารมณ์น่าสะพรึงกลัวนั้น จักเป็นผู้หวังดี หวังประโยชน์แก่พวกเธอแน่แท้

ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธดำรัสแล้ว กราบถวายบังคมลา แล้วกลับไปยังสถานที่เดิมสาธยาย เมตตปริตร ตั้งแต่นอกป่าจนถึงในป่าอันเป็นที่พัก ทำตาม พระพุทธดำรัสทุกประการ เทวดาทั้งหลายเกิดปีติโสมนัสว่า พระคุณเจ้าทั้งหลายช่างหวังดีหวังประโยชน์แก่พวกเรา แล้วก็พากันเก็บกวาดเสนาสนะ จัดแจงน้ำร้อน จัดการอารักขา ภิกษุเหล่านั้นก็พากันเจริญเมตตา ทำเมตตาให้เป็นบาท เริ่มวิปัสสนากรรมฐานก็บรรลุพระอรหัตอันเป็นผลเลิศภายในไตรมาสนั้นนั่นเอง

From the chanting book สาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ, page 60, compiled by the ธรรมสมทบ team.