รัตนปริตร
Ratana Paritta
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเข,สัพเพวะ ภูตา สุมะนา ภะวันตุอะโถปิ สักกัจจะ สุณันตุ ภาสิตัง,ตัสฺมา หิ ภูตา นิสาเมถะ สัพเพเมตตัง กะโรถะ มานุสิยา ปะชายะ,ทิวา จะ รัตโต จะ หะรันติ เย พะลิงตัสฺมา หิ เน รักขะถะ อัปปะมัตตา.
หมู่เทวดาเหล่าใด อยู่บนภาคพื้นดินหรือเหล่าใดอยู่ในภาคพื้นอากาศ มาประชุมกันแล้วในที่นี้ ขอหมู่เทวดาทั้งหมดนั้น จงมีใจดี และจงฟังสุภาษิตโดยเคารพ ขอท่านทั้งหมดจงตั้งใจฟัง จงแผ่เมตตาไปในหมู่ประชาที่เป็นมนุษย์ มนุษย์เหล่าใดย่อมนำพลีกรรม คือ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่านทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะเหตุนั้น ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาท จงช่วยรักษามนุษย์เหล่านั้นด้วยเถิด.
ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วาสัคเคสุ วา ยัง ระตะนัง ปะณีตังนะ โน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในโลกนี้ หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจและรัตนะนั้น ที่เสมอด้วยพระตถาคตไม่มีเลย แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
ขะยัง วิราคัง อะมะตัง ปะณีตังยะทัชฌะคา สักฺยะมุนี สะมาหิโตนะ เตนะ ธัมเมนะ สะมัตถิ กิญจิอิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
พระศากยมุนี มีพระหฤทัยตั้งมั่น ทรงบรรลุธรรมใด เป็นที่สิ้นกิเลส ปราศจากราคะ เป็นอมตธรรมอันประณีต สิ่งไร ๆ ที่เสมอด้วยธรรมนั้นไม่มี แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
ยัมพุทธะเสฏโฐ ปะริวัณณะยี สุจิงสะมาธิมานันตะริกัญญะมาหุสะมาธินา เตนะ สะโม นะ วิชชะติอิทัมปิ ธัมเม ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงสรรเสริญมรรคสมาธิอันใดว่า เป็นธรรมอันสะอาด ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวสมาธิอันใดว่า ให้ผลโดยลำดับ สมาธิอื่นที่เสมอด้วยสมาธิอันนั้นไม่มี แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
เย ปุคคะลา อัฏฐะ สะตัง ปะสัตถาจัตตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนติเต ทักขิเณยยา สุคะตัสสะ สาวะกาเอเตสุ ทินนานิ มะหัปผะลานิอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
บุคคลเหล่าใด ๘ จำพวก ๔ คู่ อันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้นเป็นสาวกของพระสุคต ควรแก่ทักษิณาทาน ทานทั้งหลายที่เขาถวายในบุคคลเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
เย สุปปะยุตตา มะนะสา ทัฬฺเหนะนิกกามิโน โคตะมะสาสะนัมหิเต ปัตติปัตตา อะมะตัง วิคัยหะลัทธา มุธา นิพพุติง ภุญชะมานาอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
พระอริยบุคคลเหล่าใด ในศาสนาของพระพุทธโคดม ประกอบด้วยความเพียรดีแล้ว มีใจมั่นคง ปราศจากความอาลัย พระอริยบุคคลเหล่านั้น ถึงพระอรหัตที่ควรถึง หยั่งเข้าสู่พระนิพพาน ได้ความดับกิเลสเอง เสวยผลอยู่ แม้อันนี้ เป็นรัตนะ อันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
ยะถินทะขีโล ปะฐะวิง สิโต สิยาจะตุพภิ วาเตภิ อะสัมปะกัมปิโยตะถูปะมัง สัปปุริสัง วะทามิโย อะริยะสัจจานิ อะเวจจะ ปัสสะติอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
เสาเขื่อนที่ฝังลงดินอย่างมั่นคงแล้ว ไม่หวั่นไหวเพราะลมทั้ง ๔ ทิศ ฉันใด ผู้ใดพิจารณาเห็นอริยสัจทั้งหลาย เราเรียกผู้นั้นว่า สัตบุรุษ ผู้ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
เย อะริยะสัจจานิ วิภาวะยันติคัมภีระปัญเญนะ สุเทสิตานิกิญจาปิ เต โหนติ ภุสัปปะมัตตานะ เต ภะวัง อัฏฐะมะมาทิยันติอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
พระโสดาบันจำพวกใด ทำให้แจ้งอริยสัจ ที่พระศาสดาผู้มีปัญญาลึกซึ้งทรงแสดงดีแล้ว ถึงแม้ว่าพระโสดาบันจำพวกนั้น จะเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้า ท่านก็ไม่ถือเอาภพที่ ๘ แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
สะหาวัสสะ ทัสสะนะสัมปะทายะตะยัสสุ ธัมมา ชะหิตา ภะวันติสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉิตัญจะสีลัพพะตัง วาปิ ยะทัตถิ กิญจิจะตูหะปาเยหิ จะ วิปปะมุตโตฉะ จาภิฐานานิ อะภัพโพ กาตุงอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ สังโยชน์ธรรมเหล่านั้น ย่อมเป็นอันพระโสดาบันละได้แล้ว พร้อมกับทัสสนสัมปทา คือ โสดาปัตติมรรคทีเดียว อนึ่ง พระโสดาบันเป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง ๔ ไม่อาจที่จะทำอภิฐาน ๖ คือ อนันตริยกรรม ๕ กับการเข้ารีต ๑ แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
กิญจาปิ โส กัมมัง กะโรติ ปาปะกังกาเยนะ วาจายุทะ เจตะสา วาอะภัพโพ โส ตัสสะ ปะฏิจฉะทายะอะภัพพะตา ทิฏฐะปะทัสสะ วุตตาอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
ถึงแม้ว่าพระโสดาบันนั้น ยังทำบาปกรรมทางกาย วาจา หรือใจไปบ้าง เพราะความประมาท ท่านไม่อาจจะปกปิดบาปกรรมนั้นได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสความที่พระโสดาบัน ผู้เห็นบท คือ พระนิพพานแล้ว ไม่อาจปกปิดบาปกรรมนั้นไว้ แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
วะนัปปะคุมเพ ยะถา ผุสสิตัคเคคิมหานะมาเส ปะฐะมัสฺมิง คิมเหตะถูปะมัง ธัมมะวะรัง อะเทสะยินิพพานะคามิง ปะระมัง หิตายะอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
พุ่มไม้งามในป่า ที่ยอดมีดอกบานสะพรั่ง ในต้นเดือนคิมหะแห่งฤดูคิมหันต์ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ เป็นเครื่องให้ถึง พระนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่งแก่สัตว์ทั้งหลาย ก็อุปมาฉันนั้น แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
วะโร วะรัญญู วะระโท วะราหะโรอะนุตตะโร ธัมมะวะรัง อะเทสะยิอิทัมปิ พุทเธ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ ทรงนำมาซึ่งธรรมอันประเสริฐ ไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวังวิรัตตะจิตตายะติเก ภะวัสฺมิงเต ขีณะพีชา อะวิรุฬฺหิฉันทานิพพันติ ธีรา ยะถายัมปะทีโปอิทัมปิ สังเฆ ระตะนัง ปะณีตังเอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
กรรมเก่าของพระอริยบุคคลเหล่าใด สิ้นไปแล้ว กรรมสมภพใหม่ย่อมไม่มี พระอริยบุคคลเหล่าใด มีจิตอันหน่ายแล้วในภพต่อไป พระอริยบุคคลเหล่านั้น มีพืชสิ้นไปแล้ว มีความพอใจอันงอกไม่ได้แล้ว เป็นผู้มีปัญญา ย่อมปรินิพพานดับสนิท เหมือนประทีปดวงนี้ ฉะนั้น แม้อันนี้ เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมี.
ครั้นจบพระปริตรแล้ว ท้าวสักกเทวราชได้ตรัสเสริมเป็นคาถา ว่าดังนี้
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเขตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะ ปูชิตังพุทธัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
หมู่เทวดาเหล่าใดอยู่บนภาคพื้นดิน หรือเหล่าใดอยู่ในภาคพื้นอากาศ มาประชุมกันแล้วในที่นี้ จงพร้อมใจกันนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้เสด็จไปแล้วอย่างงาม ผู้อันเทวดา และมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี.
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเขตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะ ปูชิตังธัมมัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
หมู่เทวดาเหล่าใดอยู่บนภาคพื้นดิน หรือเหล่าใดอยู่ในภาคพื้นอากาศ มาประชุมกันแล้วในที่นี้ จงพร้อมใจกันนอบน้อมพระธรรมอันเป็นไปแล้วอย่างงาม อันเทวดา และมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี.
ยานีธะ ภูตานิ สะมาคะตานิภุมมานิ วา ยานิ วะ อันตะลิกเขตะถาคะตัง เทวะมะนุสสะ ปูชิตังสังฆัง นะมัสสามะ สุวัตถิ โหตุ ฯ
หมู่เทวดาเหล่าใดอยู่บนภาคพื้นดิน หรือเหล่าใดอยู่ในภาคพื้นอากาศ มาประชุมกันแล้วในที่นี้ จงพร้อมใจกันนอบน้อมพระสงฆ์ผู้ดำเนินไปแล้วอย่างงาม อันเทวดา และมนุษย์บูชาแล้ว ขอความสวัสดีจงมี
(ขุ. ขุ . , ขุ. สุตฺต.)
ระตะนะสุตตัง นิฏฐิตัง
อ่านเพิ่มเติมรัตนสูตร (ที่มา)
ในปรมัตถโชติกา ขุททกฐวัณณนา และปรมัตถโชติกา สุตตนิปาตวัณณนา เล่ม ๒ กล่าวว่า ครั้งหนึ่ง ในกรุงไวสาลีเกิดความแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง พืชกล้าตายเพราะถูกแดดเผา ผู้คนล้มตายเป็นอันมากเพราะความอดอยาก มีศพเกลื่อนกล่นไปทั่วพระนคร อมนุษย์ได้กลิ่นซากศพ ก็พากันเข้ามาแทะกินเป็นอาหาร ผู้คนตายเพิ่มขึ้น เพราะความปฏิกูล ก็เกิดโรคระบาดแก่สัตว์ทั้งหลาย ชาวไวสาลีถูกภัย ๓ ประการ คือ ทุพภิกขภัย อมนุษยภัย พยาธิภัยเบียดเบียนเกิดความทุกข์ร้อนไปทั่ว
พวกเจ้าลิจฉวีได้รับการร้องทุกข์จากชาวเมือง ว่าไม่เคยเกิดภัยวิบัติเช่นนี้ถึง ๗ รัชสมัย ภัยนี้อาจเกิดจากเจ้าผู้ครองนครไม่ทรงธรรม จึงเกิดภัยวิบัติขึ้น จึงพิจารณาและประชุมกันเพื่อหาทางแก้ไข และมีข้อเสนอว่า ขณะนี้ได้ยินว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่หมู่สัตว์ มีอานุภาพมาก หากพระองค์เสด็จมาโปรด ภัยทุกอย่างก็จะสงบระงับไป จึงกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์เสด็จกรุงไวสาลี
พระศาสดาทรงพิจารณาว่า หากตรัสรัตนสูตรในกรุงไวสาลี นอกจากความเดือดร้อนจักสงบลง มหาชนชาวไวสาลีเมื่อได้ฟังพระสูตรนี้แล้ว จักได้บรรลุมรรคผลเป็นจำนวนมาก จึงทรงรับคำทูลเชิญของพวกเจ้าลิจฉวี
พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับว่าพระพุทธองค์ทรงรับคำทูลเชิญแล้ว จึงได้ตระเตรียมหนทางที่เสด็จให้ราบเรียบ เชิญเสด็จพร้อมด้วยพระสาวก ๕๐๐ รูป ให้เสด็จไปทางแม่น้ำคงคา พระราชารับสั่งให้โปรยดอกไม้ ปักธงชัย และเศวตฉัตรสองชั้น เพื่อต้อนรับพระพุทธองค์ตลอดทาง
เมื่อทรงเสด็จถึงเมืองไวสาลี มหาเมฆจากทิศทั้งสี่ก็ตั้งเค้าขึ้น เป็นที่อัศจรรย์ด้วยอำนาจเทวฤทธิ์ วรุณเทพก็นำฝนโปรยลงสู่ปฐวีอย่างหนัก ทำให้ในทุกหนแห่งมีน้ำไหลไปเพียงเข่า ซากศพทั้งปวงก็ถูกพัดพาลงสู่แม่น้ำคงคา พื้นดินก็สะอาด
ทรงรับสั่งให้พระอานนท์สาธยายรัตนสูตร ด้วยการกล่าวสัจวาจาอันอาศัยคุณของพระรัตนตรัย เพื่อกำจัดอุปัทวะเหล่านั้นที่ประตูเมืองแล้วประพรมน้ำพระพุทธมนต์จากกำแพงเมืองทั่วไปในพระนคร พวกอมนุษย์ต่างพากันหนีออกจากพระนครไป อุปัทวภัยก็สงบลง ชาวเมืองไวสาลีที่เจ็บไข้ด้วยโรคาพาธทั้งหลาย ก็หายในทันใด มหาชนทั้งหลายต่างพากันออกจากที่พัก มาบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้ของหอมเป็นต้น เจ้าลิจฉวีได้กราบทูลพระพุทธองค์เสด็จไปประทับยังสัณฐาคารใจกลางพระนคร พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ แม้ท้าวสักกะจอมเทพ ก็ประทับนั่งใกล้กับเทวบริษัทในเทวโลก พระพุทธองค์ได้ตรัสรัตนสูตรนั้นแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอีก ๗ วัน ในที่สุดแห่งการแสดงพระธรรมเทศนา ความสวัสดีได้มีแก่ราชตระกูล มหาชน อุปัทวะทั้งปวงสงบลง การบรรลุมรรคผลได้เกิดมีแก่ชนทั้งหลายมากมาย
ครั้งนั้นท้าวสักกะทรงดำริว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยคุณของพระรัตนตรัยกระทำสัจวาจา ทำความสวัสดีแก่ชาวพระนคร แม้เราเองก็พึงอาศัยคุณของพระรัตนตรัย กล่าวเพื่อความสวัสดีแก่ชาวพระนครด้วย จึงตรัสคาถา ๓ บทสุดท้าย
จากหนังสือสาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ หน้า ๕๓ รวบรวมและเรียบเรียงโดยทีมงานธรรมสมทบ