← สารบาญบทสวด
ภาคสาม · สาธยายพระสัทธรรม

เรื่องนางลูกสุกร

The Story of the Young Sow

ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระศาสดาเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต ทอดพระเนตรเห็นนางลูกสุกรตัวหนึ่ง จึงได้ทรงทำการแย้ม (พระโอษฐ์) ให้ปรากฏ. เมื่อพระองค์ทรงทำการแย้ม (พระโอษฐ์) อยู่ พระอานนทเถระได้เห็นมณฑลแห่งทัสสโนภาส ซึ่งเปล่งออกจากช่องพระโอษฐ์ จึงทูลถามเหตุแห่งการแย้ม (พระโอษฐ์) ว่า "พระเจ้าข้า อะไรหนอแลเป็นเหตุ? อะไรเป็นปัจจัยแห่งการทำการแย้มให้ปรากฏ."

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระอานนท์นั้นว่า "อานนท์ เธอเห็นนางลูกสุกรนั่นไหม?"

พระอานนท์. เห็น พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. นางลูกสุกรนั้นได้เกิดเป็นแม่ไก่ อยู่ในที่ใกล้โรงฉันแห่งหนึ่ง ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กกุสันธะ นางไก่นั้นฟังเสียงประกาศธรรมของภิกษุผู้เป็นโยคาวจรรูปหนึ่ง สาธยายวิปัสสนากัมมัฏฐานอยู่ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้เกิดในราชตระกูล เป็นราชธิดาพระนามว่า อุพพรี ในกาลต่อมา พระนางเสด็จเข้าไปยังสถานเป็นที่ถ่ายอุจจาระ ทอดพระเนตรเห็นหมู่หนอนแล้วยัง ปุฬวกสัญญา ให้เกิดขึ้นในที่นั้น ได้ปฐมฌานแล้ว พระนางดำรงอยู่ในอัตภาพนั้นจนสิ้นอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในพรหมโลก

ก็แล พระนางครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว สับสนอยู่ด้วยอำนาจคติ จึงเกิดแล้วในกำเนิดสุกรในบัดนี้ เราเห็นเหตุนี้ จึงได้ทำการแย้มให้ปรากฏ

ภิกษุทั้งหลายมีพระอานนทเถระเป็นต้น สดับเรื่องนั้นแล้วได้ความสังเวชเป็นอันมาก.

พระศาสดาทรงยังความสังเวชให้เกิดแก่ภิกษุเหล่านั้นแล้ว เมื่อจะทรงประกาศโทษแห่งราคตัณหา ประทับยืนอยู่ระหว่างถนนนั่นเอง ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทฬฺเหฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติเอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเตนิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ.ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตามนาปสฺสวนา ภุสามหา วหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึฐึสงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา.สวนฺติ สพฺพธี โสตาลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติตญฺจฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํมูลํ ปญฺญฺญาย ฉินฺทถ.สริตานิ สิเนหิตานิ จโสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโนเต สาตสิตา สุเขสิโนเต เว ชาติชรูปคา นรา.ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชาปริสปฺปนฺติ สโสว พาธิโตสํโยชนสงฺคสตฺตาทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย.ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชาปริสปฺปนฺติ สโสว พาธิโตตสฺมา ตสิณํ วิโนทเยภิกฺขุ อากงฺขํ วิราคมตฺตโน.

ต้นไม้ เมื่อรากไม่มีอันตราย ยังมั่นคง ถึงบุคคลตัดแล้ว ย่อมงอกขึ้นได้อีกทีเดียว แม้ฉันใด, ทุกข์นี้ เมื่อตัณหานุสัยอัน บุคคลยังขจัดไม่ได้แล้ว ย่อมเกิดขึ้นร่ำไป แม้ฉันนั้น. กระแส (แห่งตัณหา) ๓๖ อันไหลไปในอารมณ์ เป็นที่พอใจ เป็นธรรมชาติกล้า ย่อมมีแก่บุคคลใด, ความดำริทั้งหลายอันใหญ่ อาศัยราคะย่อมนำบุคคลนั้น ผู้มีทิฏฐิชั่วไป. กระแส (แห่งตัณหาทั้งหลาย) ย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ตัณหาดุจเถาวัลย์แตกขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่, ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหานั้น เป็นดังเถาวัลย์เกิดแล้ว จงตัดรากเสียด้วยปัญญาเถิด. โสมนัสทั้งหลายที่ซ่านไป และเปื้อนตัณหาดุจยางเหนียวย่อมมีแก่สัตว์, สัตว์ทั้งหลายนั้นอาศัยความสำราญ จึงเป็นผู้แสวงหาความสุข, นระเหล่านั้นแล ย่อมเป็นผู้เข้าถึงซึ่งชาติชรา. หมู่สัตว์ อันตัณหาผู้ทำความดิ้นรนล้อมไว้แล้ว ย่อมกระเสือกกระสน เหมือนกระต่ายอันนายพรานดักได้แล้วฉะนั้น, หมู่สัตว์ผู้ข้องอยู่ในสังโยชน์และกิเลสเครื่องข้อง ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อย ๆ อยู่ช้านาน. หมู่สัตว์อันตัณหาผู้ทำความดิ้นรนล้อมไว้แล้ว ย่อมกระเสือกกระสนเหมือนกระต่ายที่นายพรานดักได้แล้วฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น ภิกษุหวังธรรมเป็นที่สำรอกกิเลสแก่ตน พึงบรรเทาตัณหาผู้ทำความดิ้นรนเสีย.

จากหนังสือสาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ หน้า ๑๕๑ รวบรวมและเรียบเรียงโดยทีมงานธรรมสมทบ