Homage at the Ratanaghara Cetiya
คำบูชารัตนฆรเจดีย์
เทวดาผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ได้เนรมิตเรือนแก้ว ในปัจฉิมทิศ อันเป็นทิศเบื้องหลังจากรัตนจงกรมเจดีย์นั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับนั่งขัดสมาธิ ณ เรือนแก้วนี้ ทรงพิจารณา พระอภิธรรมปิฎกโดยพิสดาร โดยเฉพาะ สมันตมหาปัฏฐานอนันตนัย ทรงยับยั้งอยู่ตลอดสัปดาห์หนึ่ง สถานที่นี้ จึงได้ชื่อว่า รัตนฆรเจดีย์
ในพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์นั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพิจารณา ธรรมสังคณีปกรณ์ รัศมีทั้งหลายก็มิได้ซ่านออกไปจากพระสรีระ เมื่อพิจารณา วิภังคปกรณ์ ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุปกรณ์ และ ยมกปกรณ์ รัศมีทั้งหลาย ก็มิได้ซ่านออกไปจากพระสรีระ แต่เมื่อใด ทรงก้าวลงสู่ ปัฏฐานมหาปกรณ์เริ่มพิจารณาว่า เหตุปจฺจโย ... อารมฺมณปจฺจโย ... อวิคตปจฺจโย ... เมื่อนั้น พระสัพพัญญุตญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พิจารณาสมันตปัฏฐาน โดยความเป็นอันเดียวกัน ย่อมได้โอกาสในมหาปกรณ์นี้แหละ
เปรียบเหมือนปลาใหญ่ ชื่อว่า ติมิรปิงคละ ย่อมได้โอกาสโดยความเป็นอันเดียวกันในมหาสมุทรอันลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์นั้นแหละ ฉันใด พระสัพพัญญุตญาณ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมได้โอกาสในมหาปกรณ์ โดยความเป็นอันเดียวกันนั่นแหละ
เมื่อพระศาสดา ทรงพิจารณาธรรมอันละเอียดสุขุมตามความสบาย ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ซึ่งมีโอกาสอันได้แล้วอย่างนี้ พระฉัพพรรณรังสี (รัศมี ๖ ประการ) คือ นีละ (เขียวเหมือนดอกอัญชัน) ปีตะ (เหลืองเหมือนหรดาล) โลหิตะ (แดงเหมือนตะวันอ่อน) โอทาตะ (ขาวเหมือนแผ่นเงิน) มัญเชฏฐะ (สีหงสบาทเหมือนดอกหงอนไก่) ประภัสสร (เลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก) ก็ซ่านออกจากพระสรีระ
พื้นแห่งท้องฟ้า ได้เป็นราวกะว่า เต็มด้วยดอกอัญชันกระจายอยู่ทั่วไป เหมือนดารดาษด้วยดอกสามหาว หรือกลีบอุบลเขียว เหมือนขั้วตาลประดับด้วยแก้วมณีที่แกว่งไปมา และเหมือนแผ่นวัตถุสีเขียวเข้มที่ขึงออก ด้วยสามารถแห่งรัศมีสีเขียว อันแผ่ออกไปแล้วจากพระเกศา พระมัสสุทั้งหลาย และจากที่สีเขียวแห่งพระเนตรทั้งสอง.
ทิศาภาคทั้งหลายย่อมรุ่งโรจน์ เหมือนราดรดด้วยน้ำทองคำ เหมือนแผ่แผ่นทองคำออกไป เหมือนย้อมด้วยจุณแห่งผงขมิ้น และเหมือนเรียงรายด้วยดอกกรรณิการ์ ด้วยอำนาจแห่ง รัศมีสีเหลือง อันซ่านออกแล้วจากพระฉวีวรรณ และจากที่มีสีเหลืองแห่งพระเนตรทั้งสอง.
ทิศาภาคทั้งหลาย โชติช่วงแล้ว เหมือนย้อมด้วยจุณแห่งชาด เหมือนรดด้วยน้ำครั่งที่สุกดีแล้ว เหมือนคลุมด้วยผ้ากัมพลแดง เหมือนเรียงรายด้วยดอกชัยพฤกษ์ ดอกทองกวาวและดอกชบา ด้วยสามารถแห่ง รัศมีสีแดง อันขจายออกแล้วจากพระมังสะ พระโลหิต และที่สีแดงแห่งพระเนตรทั้งสอง.
ทิศาภาคทั้งหลายสว่างไสวแล้ว เหมือนเกลื่อนกล่นด้วยขีรธารา ที่เทออกจากหม้อเงิน เหมือนเพดานแผ่นเงินที่เขาขึงไว้ เหมือนขั้วตาลเงินที่แกว่งไปมา เหมือนดารดาษด้วยดอกคล้า ดอกโกมุท ดอกย่างทราย ดอกมะลิวัลย์ ดอกมะลิซ้อนเป็นต้น ด้วยสามารถแห่ง รัศมีสีขาว อันเปล่งออกแล้วจากพระอัฐิทั้งหลาย พระทนต์ทั้งหลาย และจากที่สีขาวแห่งพระเนตรทั้งสอง.
ส่วนพระรัศมีสีหงสบาทและเลื่อมประภัสสร ก็ซ่านออกจากส่วนแห่งพระสรีระนั้นๆ พระฉัพพรรณรังสีเหล่านั้น เปล่งรัศมีออกแล้ว จับ มหาปฐพี อันหนาทึบถึง ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ ได้เป็นเหมือนก้อนทองคำที่เขาขจัดมลทินแล้ว พระรัศมีทั้งหลายเจาะทะลุแผ่นดินลงไปจับน้ำในภายใต้ น้ำซึ่งรองแผ่นดิน หนาถึง ๔๘๐,๐๐๐ โยชน์ ได้เป็นเหมือนทองคำที่ไหลคว้างออกจากเบ้าทอง พระรัศมีเหล่านั้นเจาะน้ำลงไปจับ ลม ลมที่หนา ๙๖๐,๐๐๐ โยชน์ ได้เป็นเหมือนแท่นทองคำที่ยกขึ้นแล้ว พระรัศมีทั้งหลายเจาะลมแล้วแล่นไปสู่ อัชชฎากาศ คือ อากาศเวิ้งว้างภายใต้
ส่วนในเบื้องบน พระรัศมีทั้งหลายพุ่งขึ้นไป แล้วจับอยู่ที่สวรรค์ชั้น จาตุมหาราชิกา เจาะแทงตลอดจาตุมหาราชิกาไปจับชั้น ดาวดึงส์ จากนั้นก็ไป ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี จากนั้นก็ไปสู่ พรหมโลก ๙ ชั้น จากนั้นก็ไป เวหัปผลา จากนั้นก็ไป ปัญจสุทธาวาส จับ อรูปทั้ง ๔ แทงตลอดอรูปทั้ง ๔ แล้วแล่นไปสู่อัชชฎากาศ.
ในส่วนเบื้องขวาง พระรัศมีแล่นไปสู่โลกธาตุทั้งหลาย อันหาที่สุดมิได้ ในที่ทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ ไม่มีรัศมีพระจันทร์ในพระจันทร์ ไม่มีรัศมีพระอาทิตย์ในพระอาทิตย์ ไม่มีรัศมีดวงดาวในดวงดาวทั้งหลาย ไม่มีรัศมีของเทวดาทั้งหลาย ในที่ทั้งปวง คือ ที่อุทยาน วิมาน ต้นกัลปพฤกษ์ทั้งหลาย ที่สรีระทั้งหลาย ที่อาภรณ์ทั้งหลาย ถึงท้าวมหาพรหมผู้สามารถแผ่แสงสว่างไปสู่โลกธาตุติสหัสสี และมหาสหัสสี ก็ได้เป็นเหมือนหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น พระจันทร์ พระอาทิตย์ ดวงดาว อุทยาน วิมาน ต้นไม้กัลปพฤกษ์ของเทพ ก็ปรากฏเป็นเพียงการกำหนดเท่านั้น.
สถานที่มีประมาณเท่านี้ ได้เป็นที่ท่วมทับ ปกคลุมแล้วด้วยรัศมีของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น พระฤทธิ์แม้นี้ มิใช่ฤทธิ์เกิดจากการอธิษฐาน มิใช่ฤทธิ์เกิดจากภาวนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่เมื่อพระโลกนาถ ทรงพิจารณาธรรมอัน
ละเอียดสุขุม
พระโลหิตก็ผ่องใส วัตถุรูปก็ผ่องใส พระฉวีวรรณก็ผ่องใส วรรณธาตุมีจิตเป็นสมุฏฐานตั้งอยู่ไม่หวั่นไหว ในประเทศประมาณ ๘๐ ศอกโดยรอบ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณา สมันตมหาปัฏฐานอนันตนัย โดยลักษณะนี้ ตลอด ๗ วัน ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายบูชาสักการะแด่รัตนฆรเจดีย์ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพิจารณา พระสมันตมหาปัฏฐาน อันเป็นอนันตะ ด้วย พระพุทธญาณ อันเป็นอนันตะ ขอนอบน้อมบูชาสักการะ แด่ พระสัทธรรม อันมีคุณเป็นอนันตะ ขอประณตน้อมบูชาสักการะ แด่ พระอริยสงฆ์สาวก ผู้ทรงคุณอันเป็นอนันตะ ข้าพเจ้าขอบูชาพระฉัพพรรณรังสี อันสว่างไสว หาประมาณมิได้ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วย ด้วยการบูชาเครื่องสักการะทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าได้จัดเตรียมไว้ดีแล้ว ขอจงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้า อย่าได้มีโรค คือ กิเลสทั้งหลาย อย่าได้มีเวร คือ อกุศลธรรมทั้งหลาย อย่าได้มีภัย คือ อุปาทานขันธ์ ๕ และอย่าได้มีทุกข์ คือ วัฏฏะ ขอให้ข้าพเจ้า ได้ญาณ ปัญญาอันกว้างขวาง มีปัญญาอันยิ่งใหญ่ มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาชำแรกกิเลส มีปัญญาแทงตลอด ในพระอภิธรรมทั้งหลาย มีพระธรรมสังคณีเป็นต้น จนถึงพระมหาปัฏฐานเป็นที่สุด ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแทงตลอดทั้งหมดสิ้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมเหล่าใด พ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ ขอให้ข้าพเจ้า ได้ตรัสรู้ธรรมเหล่านั้นด้วย เทอญ ฯ
From the chanting book สาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ, page 239, compiled by the ธรรมสมทบ team.