โพธิกถา
ปฏิจจสมุปปาทะมนสิการ
Bodhi Katha
เตนะ สะมะเยนะ พุทโธ ภะคะวา, อุรุเวลายัง วิหะระติ นัชชา เนรัญชะรายะ ตีเร, โพธิรุกขะมูเล ปะฐะมาภิสัมพุทโธ ฯ
อะถะโข ภะคะวา โพธิรุกขะมูเล, สัตตาหัง เอกะปัลลังเก นะ นิสีทิ วิมุตติสุขะปะฏิสังเวที ฯ
อะถะโข ภะคะวา รัตติยา ปะฐะมัง ยามัง, ปะฏิจจะสมุปปาทัง อะนุโลมะปะฏิโลมัง มะนะสากาสิ
อะวิชชาปัจจะยา สังขารา, สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง, วิญญาณะ ปัจจะยา นามะรูปัง, นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง, สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส, ผัสสะปัจจะยา เวทะนา, เวทะนาปัจจะยา ตัณฺหา, ตัณฺหาปัจจะยา อุปาทานัง, อุปาทานะปัจจะยา ภะโว, ภะวะปัจจะยา ชาติ, ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติ, เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ สะมุทะโย โหติ.
อะวิชชายะ เตฺววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ, สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ, วิญญาณะนิโรธา นามะรูปะนิโรโธ, นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ, สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ, ผัสสะนิโรธา เวทะนา นิโรโธ, เวทะนานิโรธา ตัณฺหานิโรโธ, ตัณฺหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ, อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ, ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ, ชาตินิโรธา ชะรา มะระณัง, โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ, เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหตีติ ฯ
อะถะโข ภะคะวา เอตะมัตถัง วิทิตฺวา, ตายัง เวลายัง อิมัง อุทานัง อุทาเนสิยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา,อาตาปิโน ฌายะโต พฺราหฺมะณัสสะ,อะถัสสะ กังขา วะปะยันติ สัพพา,ยะโต ปะชานาติ สะเหตุธัมมันติ ฯ
อะถะโข ภะคะวา รัตติยา มัชฌิมัง ยามัง, ปฏิจจะสมุปปาทัง อะนุโลมะ ปะฏิโลมัง มะนะสากาสิ
อะวิชชาปัจจะยา สังขารา, สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง, วิญญาณะ ปัจจะยา นามะรูปัง, นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง, สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส, ผัสสะปัจจะยา เวทะนา, เวทะนาปัจจะยา ตัณฺหา, ตัณฺหาปัจจะยา อุปาทานัง, อุปาทานะปัจจะยา ภะโว, ภะวะปัจจะยา ชาติ, ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติ, เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ สะมุทะโย โหติ.
อะวิชชายะ เตฺววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ, สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ, วิญญาณะนิโรธา นามะรูปะนิโรโธ, นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ, สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ, ผัสสะนิโรธา เวทะนา นิโรโธ, เวทะนานิโรธา ตัณฺหานิโรโธ, ตัณฺหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ, อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ, ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ, ชาตินิโรธา ชะรา มะระณัง, โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ, เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหตีติ ฯ
อะถะโข ภะคะวา เอตะมัตถัง วิทิตฺวา, ตายัง เวลายัง อิมัง อุทานัง อุทาเนสิยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา,อาตาปิโน ฌายะโต พฺราหฺมะณัสสะ,อะถัสสะ กังขา วะปะยันติ สัพพา,ยะโต ขะยัง ปัจจะยานัง อะเวทีติ ฯ
อะถะโข ภะคะวา รัตติยา ปัจฉิมัง ยามัง, ปะฏิจจะสมุปปาทัง อะนุโลมะปะฏิโลมัง มะนะสากาสิ
อะวิชชาปัจจะยา สังขารา, สังขาระปัจจะยา วิญญาณัง, วิญญาณะ ปัจจะยา นามะรูปัง, นามะรูปะปัจจะยา สะฬายะตะนัง, สะฬายะตะนะปัจจะยา ผัสโส, ผัสสะปัจจะยา เวทะนา, เวทะนาปัจจะยา ตัณฺหา, ตัณฺหาปัจจะยา อุปาทานัง, อุปาทานะปัจจะยา ภะโว, ภะวะปัจจะยา ชาติ, ชาติปัจจะยา ชะรามะระณัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา สัมภะวันติ, เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ สะมุทะโย โหติ.
อะวิชชายะ เตฺววะ อะเสสะวิราคะนิโรธา สังขาระนิโรโธ, สังขาระนิโรธา วิญญาณะนิโรโธ, วิญญาณะนิโรธา นามะรูปะนิโรโธ, นามะรูปะนิโรธา สะฬายะตะนะนิโรโธ, สะฬายะตะนะนิโรธา ผัสสะนิโรโธ, ผัสสะนิโรธา เวทะนา นิโรโธ, เวทะนานิโรธา ตัณฺหานิโรโธ, ตัณฺหานิโรธา อุปาทานะนิโรโธ, อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ, ภะวะนิโรธา ชาตินิโรโธ, ชาตินิโรธา ชะรา มะระณัง, โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสา นิรุชฌันติ, เอวะเมตัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหตีติ ฯ
อะถะโข ภะคะวา เอตะมัตถัง วิทิตฺวา, ตายัง เวลายัง อิมัง อุทานัง อุทาเนสิยะทา หะเว ปาตุภะวันติ ธัมมา,อาตาปิโน ฌายะโต พฺราหฺมะณัสสะ,วิธูปะยัง ติฏฐะติ มาระเสนัง,สุริโย วะ โอภาสะยะมันตะลิกขันติ ฯ
โพธิกะถา นิฏฐิตา
คำแปลโพธิกถา (ปฏิจจสมุปปาทะมนสิการ)
สมัยเมื่อครั้งแรกแห่งการตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทับอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในอุรุเวลาประเทศ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุขตลอด ๗ วัน
ตลอดปฐมยามแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาท เป็นอนุโลมและปฏิโลม ว่าดังนี้
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรค คือ วิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.
ครั้นล่วงปฐมยามแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทราบเนื้อความดังนี้ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า
"เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ย่อมปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะมารู้ธรรมพร้อมทั้งเหตุ"
ครั้นล่วงมัชฌิมยามแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทราบเนื้อความดังนี้ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า
"เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ย่อมปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมสิ้นไป เพราะได้รู้ความสิ้นแห่งปัจจัยทั้งหลาย"
ครั้นล่วงปัจฉิมยามแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทราบเนื้อความดังนี้ จึงทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า
"เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ย่อมปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน เมื่อนั้น พราหมณ์นั้น ย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจพระอาทิตย์อุทัยทำอากาศให้สว่าง ฉะนั้น"
จากหนังสือสาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ หน้า ๑๒๓ รวบรวมและเรียบเรียงโดยทีมงานธรรมสมทบ