อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชาหะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโสตัง ตัง นะมัสสามิหะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสังตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสังเย พฺราหฺมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเมเต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุนะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยานะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยาอิมัง โส ปะริตตัง กัตฺวา โมโร จะระติ เอสะนา ฯอะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชาหะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโสตัง ตัง นะมัสสามิหะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสังตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติงเย พฺราหฺมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเมเต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุนะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยานะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยาอิมัง โส ปะริตตัง กัตฺวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ ฯ

โมระปะริตตัง นิฏฐิตัง

คำแปลโมรปริตร

พระอาทิตย์อันเป็นดวงตาของโลก เป็นเจ้าแห่งแสงสว่าง กำลังทอแสงขึ้นมา สาดแสงสีทองส่องพื้นปฐพี เพราะเหตุนั้น ข้า ฯ ขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ข้า ฯ ทั้งหลาย อันท่านคุ้มครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน ท่านผู้ลอยบาปได้แล้วเหล่าใด เป็นผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง ขอท่านผู้ลอยบาปแล้วเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า ฯ

อนึ่ง ขอท่านผู้ลอยบาปแล้วเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า ฯ ความนอบน้อมของข้า ฯ จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า ฯ จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้า ฯ จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า ฯ จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้นได้กระทำพระปริตรนี้แล้ว จึงเที่ยวไปเพื่อแสวงหาอาหาร

พระอาทิตย์อันเป็นดวงตาของโลก เป็นเจ้าแห่งแสงสว่าง กำลังลาลับดับไปจากการส่องแสงแก่พื้นปฐพี เพราะเหตุนั้น ข้า ฯ ขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ข้า ฯ ทั้งหลายอันท่านคุ้มครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน ท่านผู้ลอยบาปได้แล้วเหล่าใด เป็นผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง ขอท่านผู้ลอยบาปแล้วเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า ฯ

อนึ่ง ขอท่านผู้ลอยบาปแล้วเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า ฯ ความนอบน้อมของข้า ฯ จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า ฯ จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้า ฯ จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า ฯ จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้นได้กระทำพระปริตรนี้แล้ว จึงสำเร็จการนอนแล.

(ขุ. ชา.)

อ่านเพิ่มเติมโมรปริตร (ที่มา)

คราวหนึ่งพระผู้มีพระภาคทรงประทับอยู่เชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี ได้ตรัสพระธรรมเทศนาว่า ในอดีตกาลพระองค์เคยเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งถือปฏิสนธิในกำเนิดนกยูง ในเวลาเป็นฟองมีกระเปาะฟองคล้ายสีดอกกรรณิการ์ตูม ครั้นเจาะกระเปาะฟองออกมาแล้ว มีสีดุจทองคำ น่าดู น่าเลื่อมใส มีลายแดงพาดในระหว่างปีก อาศัยอยู่ ณ พื้นที่เขาทัณฑกหิรัญ หิมวันตประเทศ ในเวลาเช้าก็จะบินไปจับบนยอดเขา บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก แลดูพระอาทิตย์ที่กำลังแรกขึ้น แล้วเจริญมนต์ว่า อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา เป็นต้น แล้วจึงออกหาอาหาร

ครั้นเวลาเย็นกลับจากหาอาหารก็ขึ้นไปจับบนยอดเขา บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตกแลดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะตก เจริญมนต์ว่า อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชาเป็นต้น จริยาวัตรดังกล่าวนี้ นกยูงทองได้ทำเป็นนิจทุกวันทุกคืน จึงอยู่เป็นสุขปราศจากอันตรายตลอดมา

วันหนึ่ง พระนางเขมาอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัต กรุงพาราณสีทรงสุบินเห็นนกยูงทองแสดงธรรมให้ฟังอย่างไพเราะจับใจ ครั้นตื่นขึ้นจึงกราบทูลพระราชา และทูลประสงค์จะฟังธรรมของนกยูงทองนั้น พระราชาจึงมีรับสั่งให้จับนำมาถวาย แต่อย่าทำให้ถึงตาย บรรดาพรานไพรทั้งหลายเอาบ่วงไปดัก แต่นกยูงทองสาธยายพระปริตร แคล้วคลาดปลอดภัยจากบ่วงนายพรานได้ทุกครั้ง

นายพรานพยายามดักอยู่ถึง ๗ ปีก็จับไม่ได้ พระนางเขมาราชเทวีเมื่อไม่ได้สมปรารถนา ก็ทรงโศกเศร้าตรอมพระทัยจนถึงกับสิ้นพระชนม์ พระราชาทรงพิโรธ จึงได้ให้อารักษ์จารึกตัวอักษรลงไว้บนแผ่นทองว่า "ในหิมวันตประเทศมีภูเขาลูกหนึ่ง

ชื่อทัณฑกบรรพต มีนกยูงทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ผู้ใดได้กินเนื้อนกยูงทองนี้ ผู้นั้นจะ

มีอายุยืนไม่แก่ไม่ตาย" จารึกแล้วบรรจุแผ่นทองลงในหีบเพื่อให้คนภายหลังได้อ่าน

พระราชาพระองค์อื่นผู้สืบสันติวงศ์ทรงอ่านแผ่นทองนั้นแล้ว สำคัญว่าเป็นจริง ก็รับสั่งให้นายพรานไปดักจับ ไม่สามารถจับได้จนพระราชาสวรรคตไป ๖ ชั่วพระองค์ กระทั่งถึงพระราชาองค์ที่ ๗ มีพรานคนหนึ่งเฝ้าสังเกตดูว่า ทำไมหนอ บ่วงจึงไม่รูดรัดเท้านกยูงทองตัวนี้ ก็เห็นนกยูงทองเจริญมนต์อยู่ทุกเช้าค่ำ จึงคิดอุบายขึ้นมา โดยจับนางนกยูงตัวหนึ่งมาฝึกหัดให้รู้อาณัติสัญญาณ

ก่อนเวลาที่นกยูงจะเจริญมนต์ นายพรานดีดนิ้วมือให้สัญญาณ นางนกยูงจึงส่งเสียง ด้วยสำเนียงที่ไพเราะจับใจ นกยูงทองได้ยินเสียงร้องของนางนกยูง ก็รุ่มร้อนด้วยอำนาจกิเลสจนลืมเจริญมนต์ รีบโผบินไปยังที่ที่นางนกยูงอยู่ จนติดบ่วงแน่น นายพรานจึงจับนกยูงทองไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน

พระเจ้าแผ่นดินทรงพอพระราชหฤทัยมากที่จะได้เสวยเนื้อนกยูงทอง จะได้ไม่แก่ไม่ตาย ดังคำจารึกนั้น แต่ก่อนอื่นใคร่จะสนทนากับนกยูงทองเสียหน่อย จึงจัดที่ให้นกยูงทองจับบนคอนไม้ เมื่อนกยูงทองจับบนที่นั้นแล้ว จึงทูลถามถึงเหตุที่ทรงให้นายพรานดักจับมา

พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสเล่าตามที่ปรากฏในคำจารึกนั้น นกยูงทองจึงทูลว่า ถ้าเนื้อข้าพเจ้าวิเศษถึงกับทำให้คนกินไม่แก่ไม่ตายจริงแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองคงไม่ตาย แต่นี้ไม่เป็นเช่นนั้น แม้ตัวข้าพเจ้าเองยังต้องตาย ไฉนผู้ที่กินเนื้อข้าพเจ้าจะไม่ตายเล่าขอพระองค์อย่าได้ทรงเชื่อตามนั้นเลย จะเป็นกรรมหนักแก่พระองค์ แล้วนกยูงทอง ก็แสดงอานิสงส์ของการไม่เบียดเบียนสัตว์ จนพระเจ้าแผ่นดินทรงเลื่อมใส ตั้งอยู่ในศีล ๕ บำเพ็ญบุญ มีทาน เป็นต้น รับสั่งให้ปล่อยนกยูงทองไป แล้วทรงออกหมายประกาศ มิให้ผู้ใดทำร้ายสัตว์ทั้งหลายในพระราชอาณาเขตของพระองค์

จากหนังสือสาธยายธรรม นำสู่วิมุตฺติ หน้า ๖๕ รวบรวมและเรียบเรียงโดยทีมงานธรรมสมทบ