← กฐิน
กฐิน

ข้อสงสัยเรื่องกฐิน พระรูปเดียวรับกฐินได้ไหม กฐินกับผ้าป่าต่างกันอย่างไร

กฐินเป็นวินัยกรรม ทำได้เฉพาะกาลปีละหนึ่งครั้ง ส่วนผ้าป่าทำได้ตลอดทั้งปี พระจำพรรษารูปเดียวก็รับกฐินได้ และผ้ากฐินต้องถวายเป็นสังฆทาน ไม่เจาะจงพระรูปใด

จากหนังสือ กฐินสู่ธรรม ดำเนินตามอริยชน โดย ทีมงานธรรมสมทบ หน้า ๒๐–๒๗ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • แม้จำพรรษาเพียงรูปเดียว หรือ 2-3 รูปก็รับกฐินได้ และจะกรานกฐินได้เมื่อมีพระภิกษุมาประชุมรวมเธอด้วยครบ 5 รูป
  • สังฆทานพระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่ามีอานิสงส์มากกว่าทานที่เจาะจงแด่พระพุทธเจ้า ถ้าใจหวั่นไหวไปกับตัวพระผู้รับ ก็ไม่เป็นสังฆทาน
  • เจ้าภาพกฐินไม่ได้ขับเน้นเรื่องเงิน แต่หมายถึงผู้นำบุญไปประกาศและชักชวนคนอื่น ซึ่งทุกคนเป็นได้
  • กฐินเป็นพิธีกรรมตามพุทธบัญญัติ แต่วินัยต้องสู่ธรรมะ คือ ได้ทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล และธรรมสามัคคี
  • ผ้าป่าทำได้ตลอดทั้งปีกี่ครั้งก็ได้ ส่วนกฐินเป็นวินัยกรรม ทำได้เฉพาะกาลและปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น

พระจำพรรษารูปเดียวรับกฐินได้หรือไม่?

โดยมากเราจะเข้าใจว่าต้องมีพระ 5 รูปขึ้นไปจึงจะรับกฐินได้ แต่อันที่จริงแม้จำพรรษาเพียงรูปเดียว หรือ 2-3 รูป ก็สามารถรับกฐินได้

ในกรณีที่วัดใดมีภิกษุจำพรรษาถ้วนไตรมาสแต่อยู่รูปเดียว เมื่อมีผู้ถวายผ้าแก่เธอเป็นของสงฆ์ ก็ได้ทรงวินิจฉัย ตามเรื่องที่มาในจีวรขันธกะ แห่งพระวินัยปิฎก (วินย.๕/๑๖๔/๒๒๒) ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่ผู้เดียว คนทั้งหลายในถิ่นนั้น ได้ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์” ภิกษุรูปนั้นได้มีปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ ว่า ภิกษุ 4 รูปเป็นอย่างน้อยจึงชื่อว่าสงฆ์ แต่เรารูปเดียว และคนเหล่านี้ได้ถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายถวายแก่สงฆ์” ถ้ากระไร เราพึงนำจีวรของสงฆ์เหล่านี้ไปพระนครสาวัตถี ครั้นแล้ว ภิกษุนั้นได้นำจีวรเหล่านั้นไปพระนครสาวัตถี กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรภิกษุ จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอนั่นแหละ จนกว่ากฐินเดาะ”

“ภิกษุทั้งหลาย ก็ในข้อนี้ ภิกษุจำพรรษารูปเดียว ประชาชนในถิ่นนั้นถวายจีวรด้วยเปล่งวาจาว่า ‘พวกข้าพเจ้าถวายแก่สงฆ์’ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตจีวรเหล่านั้นแก่ภิกษุนั้นเท่านั้น จนกว่ากฐินเดาะ”

ถึงตอนนี้อรรถกถาแห่งจีวรขันธกะนั้น ก็บอกวิธีปฏิบัติให้ (วินย.อ.๓/๒๔๐) ว่า ถ้าได้ภิกษุคณปูรกะ กฐินก็เป็นอันได้กราน จีวรเหล่านั้น เป็นของเธอตลอด 5 เดือน ถ้าไม่ได้กรานกฐิน จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอตลอดจีวรมาสเดือนเดียวเท่านั้น

หัวข้อว่า “พระจำพรรษารูปเดียวรับกฐินได้หรือไม่” ที่ไถ่ถามถกเถียงกันว่า ทำได้จริงหรือไม่ จึงมีคำตอบว่า พระภิกษุจำพรรษาอยู่รูปเดียว เป็นเจ้าของผ้าที่ถวายแก่สงฆ์ที่นั่นทั้งหมด และเธอจะกรานกฐินได้ เมื่อมีพระภิกษุมาประชุมเป็นสงฆ์ รวมเธอด้วยครบ 5 รูป (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต))

กฐินต้องเป็นสังฆทานเท่านั้น?

สังฆทาน คือ ทานที่ถวายแด่สงฆ์ คือ การถวายโดยไม่เจาะจง ถ้าหากไปดูในทักขิณาวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงผลของทานกุศลได้ตั้ง 21 ลำดับ เริ่มตั้งแต่ ให้ทานแด่สัตว์เดียรัจฉาน 1 อิ่ม มีอานิสงส์ คือ ได้อายุ วรรณ สุข พละ ปฏิภาณ 100 อัตภาพ

ให้ทานแด่มนุษย์ที่ทุศีล ได้อานิสงส์ 1,000 อัตภาพ

ให้ทานแด่ปุถุชนที่มีศีล ได้อานิสงส์ 100,000 อัตภาพ

ให้ทานแด่บุคคลที่ได้ฌาณสมาบัตินอกศาสนา (ปราศจากความกำหนัดในกาม) ได้อานิสงส์ แสนโกฏิอัตภาพ

ให้ทานแด่บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบัน ได้อานิสงส์นับไม่ได้ (ม.อุ.๑๔/๓๗๖/๔๒๔)

เป็นอย่างนี้เรื่อยไป มากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งสูงสุด คือ ถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีอานิสงส์หาประมาณมิได้

แต่ยิ่งกว่านั้น คือ การถวายสังฆทาน พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่ามีผล มีอานิสงส์มากกว่าการถวายทานที่เจาะจงแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สังฆทานจึงมีผล มีอานิสงส์มากอย่างนี้

ทีนี้ ประเด็น คือ จะวางใจอย่างไรให้เป็นสังฆทาน ยกตัวอย่างเช่น หากมีโยมมาที่วัด แล้วแจ้งแก่พระว่าโยมปรารถนาจะถวายสังฆทาน ขอนิมนต์พระสงฆ์รูปหนึ่งรับทานเจ้าค่ะ

หากพระที่มารับทานนั้นเป็นพระทุศีล หรือเป็นพระที่เราไม่ชอบ หรือเป็นพระเถระที่เราเคารพศรัทธามาก ถ้าเราไปทำใจให้วูบวาบ หวั่นไหว แบบนั้นก็จะไม่เป็นสังฆทาน เมื่อไม่เป็นสังฆทานก็ไม่เรียกว่ากฐิน

หากเราขัดเคือง ไม่พอใจ หรือเกิดใจเสียขึ้นมาว่า ทำไมได้ถวายกับพระที่ไม่ชอบ หรือเป็นสามเณรเป็นตัวแทนสงฆ์มารับทาน เราจะรักษาใจอย่างไรไม่ให้ใจเสีย

อีกมุมหนึ่ง หากเป็นพระเถระที่เราเคารพและศรัทธา เกิดความปลื้มใจ ชื่นใจว่าเราได้ถวายทานแด่พระสงฆ์ที่มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส ศรัทธา แบบนี้ก็ไม่เรียกว่าสังฆทานอีก ผ้านั้นก็ใช้เป็นผ้ากฐินไม่ได้อีก

ฉะนั้น เราจะวางใจอย่างไร ที่จะมองพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งเป็นสังฆทูต คือ เป็นตัวแทนของสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑลที่มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุข

เหมือนอย่างว่า เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ท่านเป็นตัวแทนของประชาชน 1.4 พันล้านคน พระสงฆ์หนึ่งรูป ก็เป็นตัวแทนของพระสงฆ์ทั่วทั้งสังฆมณฑล ทั้งสมมติสงฆ์ คือ สงฆ์ที่เกิดโดยพระวินัย และอริยสงฆ์ คือ คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ เป็นสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ปรุงแต่งจิต ประดับจิต ตกแต่งจิตให้เป็นไปกับศีล สมาธิ ปัญญา ระลึกถึงว่า โอหนอ เราได้ตัวแทนของสงฆ์ ทั้งที่เป็นสมมติสงฆ์ และอริยสงฆ์มารับทานที่เราตั้งใจจัดเตรียมมาอย่างดีแล้วหนอ เราได้ดีแล้วหนอ

เราถวายทานแด่พระหนึ่งรูป แต่น้อมไปถึงศีลคุณ สมาธิคุณ ปัญญาคุณ วิมุติคุณ วิมุติญาณทัสสนะคุณของหมู่แห่งพระอริยสงฆ์ทั้งหมดเลย

จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการทำบุญกฐินที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยจริง ๆ แต่เมื่อน้อมใจถวายเป็นสังฆทานได้ กุศลที่เกิดขึ้นนั้นหาประมาณมิได้เลย

ชีวิตเราต้องเป็นเจ้าภาพทอดกฐินสักครั้งหนึ่ง?

คำว่าเจ้าภาพจริง ๆ คือ แบบนี้ ถ้าเราปรารถนาจะเป็นผู้นำบุญ ก็แปลว่าเราไม่ได้หวงบุญนั้นไว้ทำคนเดียว ก็ประกาศบอกคนอื่น คนที่ได้รับข้อมูลก็ปรารถนาจะเป็นผู้นำบุญอีก เลยนำบุญนี้ไปบอกต่อ คนที่ได้รับการบอกต่อ ก็บอกต่อกันไปเป็นทอด ๆ คือ ชวนกันมาเจริญกุศลร่วมกันในเทศกาลกฐินนี้

ทุกคนสามารถเป็นผู้นำบุญได้ทั้งนั้น ถ้าเรียกอีกคำหนึ่ง ก็เรียกว่าเจ้าภาพกฐิน ฉะนั้น คำว่าเจ้าภาพนี่ไม่ได้ขับเน้นเรื่องเงิน แต่หมายถึงบุคคลผู้เป็นผู้นำบุญนั้นไปประกาศ และชักชวนคนอื่น

โดยส่วนมากเราก็จะเกรงใจ และไม่กล้าชวนกัน เพราะไปนึกว่ากฐินเป็นเรื่องของเงิน เป็นเรื่องของการเรี่ยไร แต่อันที่จริงการชักชวนผู้อื่นให้มีส่วนในบุญนี้ร่วมกันนั้น สามารถมีส่วนร่วมได้หลายวิธี

จะขวนขวายด้วยเรี่ยวแรงก็ได้ จะขวนขวายด้วยการอนุโมทนาก็ได้ จะขวนขวายด้วยการบอกกล่าวต่อ ๆ กันไปก็ได้ จะขวนขวายด้วยการสละวัตถุสิ่งของก็ได้ จะขวนขวายด้วยการสมาทานรักษาศีล ฟังธรรม เป็นต้น

แต่เรานึกว่าไปบอกบุญ คือ ไปขอเงิน เลยไม่ค่อยกล้าบอกบุญกัน แต่ที่จริง เรื่องบุญเป็นเรื่องที่ต้องบอก เพราะบุญมีตั้งหลายอย่างนี่

สมัยนี้กฐินยังจำเป็นอยู่ไหม?

การทอดกฐินก็ดี การกรานกฐินก็ดีเป็นต้นนี้เป็นพิธีกรรม ที่เป็นไปตามพุทธบัญญัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กิจกรรมที่ทำนั้นเป็นส่วนของวินัย

แต่วินัยต้องสู่ธรรมะ

เมื่อได้รักษารูปแบบ แบบแผน ธรรมเนียม ประเพณีอันดีงาม ที่คนโบราณท่านได้รักษา และปฏิบัติสืบต่อกันมา การจะไปทำลายประเพณีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเลย แต่การทำความเข้าใจ และพัฒนาจากรูปแบบที่ทำนี้ ไปสู่ธรรมะ คือ ได้ทานกุศล ศีลกุศล และภาวนากุศล ได้ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา คือ ได้ธรรมสามัคคีด้วย

แบบนี้เราก็จะไม่ติดอยู่แค่พิธีกรรม แต่สามารถเจาะเข้าหาเนื้อหาแห่งธรรมะได้แล้ว จึงไม่ต้องมานั่งเถียงกันอีกว่า การทอดกฐินยังจำเป็นอยู่ไหม แต่พัฒนาปัญญาจนเจาะเปลือก เข้าไปถึงแก่นได้เลย

กฐินกับผ้าป่าต่างกันอย่างไร

ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดายังมิได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุทั้งหลายรับจีวรจากชาวบ้าน พระภิกษุเหล่านั้นจึงต้องเที่ยวเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้ว เช่น ผ้าเปรอะเปื้อนที่ชาวบ้านไม่ต้องการนำมาทิ้งไว้ ผ้าที่ใช้ห่อศพ ฯลฯ เมื่อรวบรวมผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยพอแก่ความต้องการแล้ว จึงนำมาทำความสะอาด ตัดเย็บ ย้อม เพื่อทำเป็นจีวร สบง การทำจีวรของภิกษุในสมัยพุทธกาลจึงค่อนข้างยุ่งยากหรือเป็นงานใหญ่

ครั้นชาวบ้านเห็นความยากลำบากของพระสงฆ์ จึงนำผ้ามาถวาย แต่เมื่อยังไม่มีพุทธานุญาตโดยตรง จึงนำผ้าไปทอดทิ้งไว้ ณ ที่ต่าง ๆ เช่น ตามป่าช้า หรือข้างทางเดิน เมื่อภิกษุสงฆ์มาพบ ก็นำเอามาทำเป็นสบง จีวร พิธีการทอดผ้าก็มีความเป็นมาดังที่กล่าวมา

แรกเริ่มเดิมทีก็เรียกกันว่า ผ้าบังสุกุล แต่เมื่อมีการเรียกต่อ ๆ กันมา หรืออาจมาจากสถานที่ที่มีการทอดทิ้งผ้าเหล่านั้นไว้ตามป่าช้า จึงเพี้ยนมาเป็นคำว่า “ผ้าป่า”

ผ้าป่าต่างกับกฐินตรงที่สามารถทำได้ตลอดทั้งปี ปีละกี่ครั้งก็ได้ ส่วนกฐินนั้นเป็นวินัยกรรม สามารถทำได้เฉพาะกาล และทำได้ปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น

ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นผ้าป่า หรือกฐิน ขับเน้นที่ผ้าทั้งสิ้น แต่เมื่อยุคสมัยผ่านมาตามลำดับ การหาผ้าก็ทำได้ง่ายขึ้น และความขาดแคลนในเรื่องของผ้านั้นไม่มี แต่ยังมีความขาดแคลนในส่วนอื่น เช่น การบูรณปฏิสังขรณ์ หรือการก่อสร้างศาลาการเปรียญ ศาลาหอฉัน หรือสิ่งปลูกสร้างเล็ก ๆ น้อย ๆ

ดังนั้น เมื่อต้องการจะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีด้วย และญาติโยมที่เป็นเจ้าภาพต้องการหาเงินเพื่อใช้ในกิจการต่าง ๆ ภายในวัดด้วย จึงจัดให้มีกิจกรรมในการทอดผ้าป่าเกิดขึ้น

ที่มา: หนังสือกฐินสู่ธรรม ดำเนินตามอริยชน โดยทีมงานธรรมสมทบ ฉบับอีบุ๊ก พฤศจิกายน ๒๕๖๖ หน้า ๒๐–๒๗