← บุญและความสุข
บุญและความสุข

ทำทานอย่างไรให้ได้ผลมาก

ทานจะมีผลมากหรือไม่ ขึ้นกับเจตนาและการปรุงแต่งจิตใจให้ประณีต ไม่ได้ขึ้นกับวัตถุทาน วัตถุทานแม้เล็กน้อย หากให้ด้วยศรัทธาและใจผ่องใส บุญก็ไม่น้อยเลย

จากหนังสือ ธรรมดี ชีวีมีสุข โดย พระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม หน้า ๑๕–๒๑ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • ทานกุศลขับเน้นที่จิตใจ ไม่ใช่วัตถุ เจตนาเป็นประธานที่กระตุ้นให้ความไม่โลภ ความไม่โกรธ และปัญญาเกิดขึ้น
  • ผู้ให้ต้องปรุงแต่งจิตให้ประณีตทั้ง ๓ กาล คือ ก่อนให้ก็ดีใจ ขณะให้ก็เลื่อมใส หลังให้ก็ปลื้มใจ
  • สัปปุริสทาน ๕ คือ ให้ด้วยศรัทธา ให้ด้วยความเคารพ ให้เหมาะกาล ให้โดยสละขาด และให้โดยไม่กระทบตนและผู้อื่น
  • ทานที่มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ อิงอาศัย ยังเป็นไปในวัฏฏะ เป็นทานที่มีผลน้อย มีอานิสงส์น้อย
  • จิตตลังการทานัง คือให้เพื่อประดับจิต ไม่ให้กิเลสอิงอาศัย เป็นไปเพื่อพระนิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่ามีผลมาก

ทาน หมายถึง การให้ การสละแบ่งปันสิ่งของของตนเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น บุคคลต้องมีความรู้ความเข้าใจในการให้ทาน จึงจะเป็นทานกุศล เป็นการให้ทานที่ถูกต้อง มีผลมาก มีอานิสงส์มาก

ทานกุศลไม่ได้ขับเน้นที่วัตถุ แต่ขับเน้นที่จิตใจ

ให้สังเกตกลุ่มนามธรรม ในการให้ทานนั้น ต้องมีเจตนา เจตจำนง ความจงใจ ความตั้งใจที่คิดจะให้ คิดจะสละ คิดในการแบ่งปัน ตัวเจตนานี้เป็นนามธรรมที่สำคัญมาก เป็นสารตั้งต้น เมื่อมีเจตนาเกิดขึ้น จะไปกระตุ้นเตือนนามธรรมอื่น ๆ ให้มาทำหน้าที่ เช่น เมื่อมีเจตนาจะให้ทาน ก็จะกระตุ้นให้ความไม่โลภเกิดขึ้น ความไม่โกรธเกิดขึ้น ความเพียร จิตจดจ่อ ปัญญาเกิดตามมา เป็นต้น

ฉะนั้น ทานกุศล จึงเป็นกลุ่มของกุศลธรรมฝ่ายดีทั้งหลายที่มีเจตนาเป็นประธาน ในการคิดจะให้ คิดจะสละให้ด้วยความไม่โลภก็ได้ ให้ด้วยความไม่โกรธก็ได้ หรือให้ด้วยความรู้ความเข้าใจ เชื่อกรรมและผลของกรรม ให้ด้วยปัญญาก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลผู้ให้ทานนั้น ทำกุศลธรรมฝ่ายดีตัวไหนให้ขับเคลื่อนในการให้ทาน

การได้ถวายทานที่ประกอบไปด้วยศรัทธา เชื่อกรรมและผลของกรรม พิจารณาเนือง ๆ แล้วมีความผ่องใสแห่งใจเกิดขึ้นขณะนั้น วัตถุทานแม้เล็กน้อย บุญที่เกิดขึ้นก็ไม่ชื่อว่าน้อยเลย

วัตถุทานไม่ได้เป็นผู้ให้ผล แต่เจตนาต่างหากเป็นผู้ให้ผล

ทานที่เราให้จะมีผลมากหรือไม่ ขึ้นกับการปรุงแต่งจิตใจให้ประณีต ทานที่มีมูลค่าเพียงเล็กน้อย แต่หากจิตใจที่เป็นนามธรรม มีความละเอียดอ่อน ปรุงแต่งให้กุศลเกิดได้มาก เช่น มีศรัทธาที่มาก มีความตั้งใจที่มาก ทานนั้นก็จะมีผลมาก

ฉะนั้น เมื่อจะให้ทาน ผู้ให้จะต้องปรุงแต่งจิตของตนให้ดี ให้ประณีตทั้ง ๓ กาล ได้แก่ ปุพพเจตนา คือเจตนาก่อนให้ มุญจนเจตนา คือเจตนาในขณะให้ และ อปรเจตนา คือเจตนาหลังให้ หมายความว่า ก่อนให้ก็ดีใจ ขณะให้ก็เลื่อมใส หลังให้ก็ยังความปลื้มใจให้เกิดขึ้น มนสิการคือใส่ใจเมื่อใด ก็ยังความปราโมทย์ปีติให้เกิดขึ้น

การให้ทานอย่างชาญฉลาด รู้และเข้าใจ ได้ฟังธรรม ศึกษาธรรมมาอย่างดี ต้องให้ทานที่เรียกว่า สัปปุริสทาน ให้ทานอย่างสัตบุรุษ ได้แก่ ให้ของที่สะอาด ให้ของประณีต ให้ของอันสมควร ให้เหมาะกาล ให้ถูกเวลา เลือกคนที่จะให้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เนืองนิตย์ ให้ประจำหรือสม่ำเสมอ เมื่อให้มีจิตผ่องใส และให้แล้วเบิกบานใจ

เห็นผลของทานก่อนแล้วจึงให้

เมื่อบุคคลทราบว่า ให้ทานอย่างนี้ จะมีผลอย่างไร จะทำให้เราเป็นคนละเอียดอ่อน ใส่ใจในการให้ทาน ก็คือ สัปปุริสทาน ๕ ประการ

  1. การให้ทานด้วยศรัทธา เชื่อมั่นในกรรมและผลของกรรม เชื่อมั่นในเหตุและผล ทำจิตใจให้ผ่องใสในขณะให้ ซึ่งการให้ทานด้วยศรัทธา การทำกรรมด้วยศรัทธา การรักษาศีลด้วยศรัทธา เป็นเหตุทำให้ได้ทรัพย์ บุตร บริวาร ญาติมิตรทั้งหลาย ทั้งยศ ทรัพย์ อำนาจบริบูรณ์มาก เกิดมามีอัตภาพที่งดงาม หน้าตาเบิกบานผ่องใส ได้ของดี ๆ แม้บุตร บริวารญาติมิตรก็ได้แต่ของดี ๆ
  2. การให้ด้วยความเคารพ ให้ด้วยความเคารพ ให้ด้วยสติสัมปชัญญะ ให้ด้วยใจที่มีความกตัญญูกตเวที จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราได้บุตรหลานญาติมิตรที่เชื่อฟัง ไม่กระด้างกระเดื่อง พร้อมที่จะทำตามความประสงค์ ใช้ใครบอกใครทุกคนไม่มีดื้อแพ่ง
  3. การให้ทานแบบเหมาะกาล ให้ถูกกาล ถูกเวลาก็จะเป็นเหตุทำให้เราไม่ผิดหวัง หวังอะไรก็สมปรารถนา เช่น ของที่ควรให้ในหน้าร้อน หน้าหนาว หน้าฝน คนที่เดินทาง คนที่มาหา ควรให้อย่างไร คนที่เป็นไข้ เราควรให้อะไร โควิดระบาด เราควรให้อะไรเป็นทาน เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นความชาญฉลาดของการให้ทาน
  4. การให้ทานโดยการสละขาด คำว่าสละขาดนี้ เหมือนเด็ดดวงใจยื่นให้ ไม่ใช่ให้แล้วหวง เพราะมีกิเลสกำกับอยู่ เช่น เมื่อเรานำอาหารไปถวายพระ แล้วพระท่านไม่ฉัน หรือนำไปให้คนอื่น เราก็ต้องไม่รู้สึกขัดเคืองใจ เพราะเราได้ให้โดยสละขาดแล้ว คนให้ทานโดยไม่สละขาด ผลคือ มีทรัพย์ก็เฝ้าทรัพย์ มีบุตรก็เฝ้าบุตร มีภรรยาก็หวงภรรยา ได้ทรัพย์มาก็เดือดร้อนเพราะทรัพย์ ทุกข์เพราะทรัพย์ หวงไว้ให้คนอื่น ไม่กล้ากินไม่กล้าใช้ มีรถอย่างดีก็ไปใช้รถเก่า ๆ มีเสื้อผ้าอย่างดีก็ใส่เสื้อผ้าเก่า
  5. การให้ทานโดยไม่กระทบตนและบุคคลอื่น คือไม่ให้ด้วยจิตใจแง่งอน หมายความว่าให้ด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ เทียบตนเทียบเขา เขาดีกว่าเรา เราดีกว่าเขา จิตใจก็เศร้าหมอง คนเหล่านี้เมื่อได้ของมาแล้วจะถูกกระทบ เช่น น้ำท่วมบ้าง ไฟไหม้บ้าง โจรปล้น โดนยึดทรัพย์ ได้แฟนมาก็ถูกแย่งแฟน อย่าไปเทียบเขาเทียบเรา ต้องยินดีกับเขา ไม่ทำจิตใจของเราให้ขุ่นเคืองในการให้ทาน รักษาศีล

ให้ทานเพื่อประดับจิต ปรุงแต่งจิต เพื่อพระนิพพาน

  • บุคคลในโลกนี้ บางคนให้ทานที่ลำเอียงเพราะรัก เรียกว่า ฉันททานัง
  • บุคคลในโลกนี้ บางคนให้ทานแล้วขัดเคือง ให้แบบตัดรำคาญ หรือให้ของที่ไม่ดีกับคนที่เราไม่ชอบ เรียกว่า โทสทานัง
  • บุคคลในโลกนี้ บางคนให้ทานโดยไม่มีเหตุผล ไม่รู้และเข้าใจว่าให้ทานเพราะเหตุใด เรียกว่า โมหทานัง
  • บุคคลในโลกนี้ บางคนให้ทานเพราะกลัว เรียกว่า ภยทานัง
  • บุคคลในโลกนี้ บางคนให้ทานเพราะบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้มาก่อน เรียกว่า กุลังสทานัง
  • บุคคลในโลกนี้ บางคนให้ทานเพราะหวังว่าเมื่อตายแล้วจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เรียกว่า สัคคโลกทานัง
  • บุคคลในโลกนี้ บางคนให้ทานเพราะหวังว่าให้ทานแล้วจะได้รับความสุข เรียกว่า โสมนัสทานัง

การให้ทานทั้ง ๗ ประการนี้เป็นการให้ที่มี ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อิงอาศัย เป็นการให้ทานแล้วยังเป็นไปในวัฏฏะ เมื่อเสวยผลสิ้นบุญแล้ว ยังต้องกลับมาเกิดอีก เป็นทานที่มีผลน้อย มีอานิสงส์น้อย

บุคคลในโลกนี้ บางคนให้ทานเพื่อประดับจิต ปรุงแต่งจิต ไม่ให้กิเลสอิงอาศัย เรียกว่า จิตตลังการทานัง เป็นไปเพื่อพระนิพพานโดยส่วนเดียว พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า เป็นทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก

เราจะปรุงแต่งจิตใจอย่างไร จึงจะสามารถให้ทานด้วยจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์หมดจด รักษาศีลด้วยจิตใจที่สะอาดหมดจด ก็คือต้องมีความชาญฉลาดในการรักษาจิตใจของตนเองให้ดี และพัฒนาให้ศรัทธาแข็งแรง ให้ความเพียรตั้งมั่น ให้สติเกิดขึ้น ให้ปัญญารู้และเข้าใจ ชำระกิเลสออกได้

เมื่อบุคคลทำทานที่เป็น จิตตลังการทานัง ไม่มีกิเลส คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ อิงอาศัยแล้ว จะทำให้จิตใจผ่องแผ้ว เมื่อระลึกถึงทานที่ได้กระทำนั้น เรียกว่า จาคานุสสติ ก็จะสามารถยังปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ (ความสงบ) สุข และสมาธิ (ความตั้งมั่นแห่งจิต) ในระดับอุปจารสมาธิให้เกิดขึ้นได้ เพื่อเป็นฐานสู่การพัฒนาปัญญาญาณและการแทงตลอดอริยสัจ ๔

ที่มา: หนังสือธรรมดี ชีวีมีสุข โดยพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ISBN 978-616-8325-05-6 หน้า ๑๕–๒๑