อานิสงส์ของการทำบุญกฐิน และวางใจอย่างไรให้ได้บุญมากที่สุด
บุญกฐินต่างจากทานประเภทอื่น เพราะมีอานิสงส์ทั้งของผู้รับและผู้ถวาย ฝ่ายละ 5 ประการ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก และมีสุคติเป็นไปในภพหน้า
ใจความสำคัญ
- บุญกฐินต่างจากทานอื่น เพราะนอกจากอานิสงส์ของผู้ถวาย 5 ประการ ยังมีอานิสงส์ของผู้รับอีก 5 ประการ
- ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก บัณฑิตย่อมคบหา เกียรติศักดิ์ย่อมขจรไป ไม่ห่างจากธรรมของคฤหัสถ์ และมีสุคติในภพหน้า
- ทานในพระพุทธศาสนาคือจิตตลังการทานัง การให้เพื่อประดับจิต ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปกับการละตัณหา มานะ และทิฏฐิ
- ก่อนให้ก็ดีใจ ขณะให้เลื่อมใส ให้แล้วก็ปลื้มใจ แบบนี้เก็บบุญได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย
- ถ้าปล่อยให้ความขัดเคืองเกิดขึ้นในงานบุญ ผู้ที่เสียประโยชน์คือเราเอง เพราะทำกุศลจิตให้หลุดไปจากใจ
อานิสงส์ของการทำบุญกฐิน
บุญกฐินนั้นแตกต่างกับทานประเภทอื่น เพราะโดยปกติ จะมีเฉพาะอานิสงส์ของผู้ถวาย แต่ในบุญกฐินนี้มีอานิสงส์ของผู้รับด้วย
อานิสงส์ของผู้รับมี 5 ประการ อานิสงส์ของผู้ถวายก็มี 5 ประการเช่นกัน
ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ถามว่าใครเป็นผู้รับกฐิน…ก็ต้องตอบว่า สงฆ์ เป็นผู้รับกฐิน แล้วใครเป็นผู้ถวาย…ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สามารถนำผ้าไปถวายได้ทั้งนั้น
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ทานของสัตบุรุษ ต้องเห็นผลของทานก่อนแล้วจึงให้ การให้ทานนั้นมีอานิสงส์ ดังนี้
- ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักที่พอใจของคนหมู่มาก
- บัณฑิตย่อมคบหาสมาคมกับผู้ให้ทาน (พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาโปรดเรา)
- เกียรติศักดิ์อันงามของผู้ให้ทานย่อมขจรไป แม้เทพเทวดาก็ปรารถนาจะมีส่วนร่วม
- ผู้ให้ทานย่อมไม่ห่างเหินจากธรรมะของคฤหัสถ์ (สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ)
- มีสุคติเป็นไปในภพหน้า
จิตตลังการทานัง
ทานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน หรือทานในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ทานที่ให้โดยลำเอียงเพราะรัก (ฉันททานัง) ไม่ใช่ลำเอียงเพราะโกรธ (โทสทานัง) ไม่ลำเอียงเพราะหลง (โมหทานัง) และไม่ใช่เพราะกลัว (ภยทานัง) ไม่ได้ให้ตามธรรมเนียมประเพณี (กุลวังสทานัง) ไม่ได้ให้เพราะหวังสุคติโลกสวรรค์ (สัคคโลกทานัง) และไม่ใช่แค่ให้เพราะมันสบายใจ (โสมนัสสทานัง)
แต่ต้องเป็นการให้เพื่อประดับจิต ตกแต่งจิต ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปกับการละกิเลส คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ
- เมื่อจะให้ทาน ก็ทำศรัทธาจิตให้เกิดขึ้น ทำใจให้ผ่องใสแล้วจึงให้
- ให้ทานด้วยความยำเกรง หมายถึง ให้ของที่เหมาะสมแก่ผู้รับ
- ให้โดยถูกกาลถูกเวลา เช่น การทำบุญกฐินเป็นต้น
- ให้แล้วสละขาด ราวกับเด็ดดวงใจยื่นให้
- ให้โดยไม่กระทบตนและบุคคลอื่น
ที่สำคัญคือ ก่อนให้ก็ดีใจ ขณะให้เลื่อมใส ให้แล้วก็ยังความปลื้มใจให้เกิดขึ้น แบบนี้เก็บบุญได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย
วางใจอย่างไรให้ได้บุญมากที่สุด
ในการที่พวกเราต้องมาพบเจอกับคนจำนวนมาก ๆ ที่ต่างพ่อต่างแม่ มารวมตัวกันแม้ในกิจกรรมที่จะมาร่วมกันเจริญกุศลก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะมีการกระทบกระทั่ง และขัดเคืองกันบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ
ทีนี้ ถ้าเราปล่อยให้ความขัดเคืองเกิดขึ้น กุศลที่ได้ก็จะไม่เต็มที่ การขัดเคืองนั้นผู้ที่เสียประโยชน์คือเราเอง แปลว่า เราทำกุศลจิตให้หลุดไปจากใจแล้ว
บุญที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่เฉพาะการถวายกฐินนะ แต่ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าบุญนั้นมีตั้ง 10 อย่าง คือ ในบุญกิริยาวัตถุเป็นต้น
เรามาถวายกฐิน ถวายผ้า ถวายสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ แก่สงฆ์ นั้นก็เป็นทาน หรือแม้แต่การหยิบผ้า หยิบน้ำให้เพื่อนที่มาด้วย นั้นก็เป็นทานกุศล
เมื่อเราได้ทำความดี น้อมบุญนี้ว่า ขอบุญนี้จงถึงแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า เราสามารถน้อมบุญนี้อุทิศให้หมู่ญาติได้ตลอด
เมื่อเห็นใครทำความดี ทำสิ่งที่ดี ก็น้อมใจในการอนุโมทนาบุญที่บุคคลอื่นทำ ไม่ใช่การขโมยบุญนะ แต่เราได้ทำกุศลให้เกิดขึ้นต่างหาก
วันนี้ก็จะเชิญชวนท่านทั้งหลายสมาทานศีลกันด้วย ให้ทำเจตนางดเว้นจากการฆ่าให้เกิดขึ้น ใจก็เป็นไปกับเมตตา งดเว้นจากการลัก ใจคิดให้ สละ และแบ่งปัน อย่างนี้เป็นต้น
มีความอ่อนน้อมต่อกัน อ่อนโยนต่อกัน ดูแลกัน แบบนี้ก็เป็นบุญแล้ว
ช่วยเหลือเกื้อกูลในเวลาที่เห็นใครกำลังต้องการความช่วยเหลือ เราทำได้ตลอดเลย
ทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเลย ไม่ยากเลย เห็นใครก็ให้คิดแบบนี้ในใจว่า “สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย”
และในวันนี้ก็จะมีกิจกรรมในการฟังธรรม
และเราก็สามารถบอกข้อมูล ให้องค์ความรู้กันในเรื่องกฐินแบบนี้ก็ได้
สุดท้าย คือ การปรับความเห็นให้ตรง
ถ้าสรุปออกมาก็คือ ทานกุศล ศีลกุศล และภาวนากุศล
ทีนี้ ในขณะที่เรากำลังเดินเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า เดินเพื่อนำผ้ากฐิน และบริวารกฐินเหล่านี้ไปถวายแด่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ในขณะที่เดินไปให้ทาน ก็ชื่อว่ากายกรรมของเราเป็นทานกุศล ชักชวนกันไปเจริญกุศล วจีกรรมนั้นเป็นทานกุศล น้อมใจว่าเรากำลังจะได้ไปให้ทานแล้ว มโนกรรมนั้นก็เป็นทานกุศล
เมื่อระลึกถึงศีล ว่าเราได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของอริยบุคคลในกาลก่อนนั้นเป็นศีลกุศล ขณะที่เรากำลังเดินไป กายกรรมก็เป็นศีลกุศล ขณะที่ชักชวนกันด้วยระลึกว่า เราได้ทำหน้าที่ของพุทธบริษัทที่ดีหนอ วจีกรรมนั้นก็เป็นศีลกุศล ขณะที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว แต่ได้ระลึกถึงศีลที่เราได้สมาทาน รักษามโนกรรมนั้นเป็นศีลกุศล
ในขณะที่เรากำลังทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ให้เข้าใจว่า ทั้งคณะสงฆ์ที่ขวนขวาย ทีมงานที่จัดงาน โรงทานแต่ละแห่ง ๆ และบุคคลต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ต่างทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปนั้น กายกรรมของเราเป็นภาวนากุศลตลอดเลยที่เราระลึกถึงพุทธคุณ ขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็สาธยายพุทธคุณของพระพุทธเจ้าไปด้วย ว่า “อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโรปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา” อย่างนี้ตลอด ให้เสียงพุทธคุณดังกระฉ่อนไปทุกภพทุกภูมิ สุดท้าย คือ ระลึกถึงพระพุทธเจ้าในขณะที่ไม่ได้เคลื่อนไหว มโนกรรมก็เป็นภาวนากุศล
ฉะนั้น วันนี้ที่พวกเรามีบุญมาสัมพันธ์กัน ขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจอย่างนี้นะว่า
- วันนี้ไม่ว่าจะพบเจอสิ่งใด จะให้กุศลเท่านั้นเกิดขึ้น
- ถ้าบาปเกิดขึ้นแม้เพียงนิดหน่อย จะรีบขจัดให้ได้อย่างรวดเร็ว เหมือนอุจจาระกระเด็นติดหน้า จะรีบล้างออกไปอย่างรวดเร็ว
- จะฝึกกระแสชีวิตนี้ให้คุ้นเคยกับการเจริญกุศล จะฝังสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ไว้รอบตัวเลย
ขออนุโมทนาในบุญกุศลที่เกิดขึ้นกับท่านทั้งหลายในทุกบุญ และขอยกบุญกุศลนี้ให้กับท่านทั้งหลายที่ได้มาเจริญกุศลร่วมกัน ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยแก่การเข้าถึงโลกุตตรธรรม คือ มรรค 4 ผล 4 และเป็นปัจจัยแก่การลุถึงอนุปาทาปรินิพพานโดยสะดวก โดยเร็วพลันเทอญ
บทสวดที่เกี่ยวข้อง
อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม
ที่มา: หนังสือกฐินสู่ธรรม ดำเนินตามอริยชน โดยทีมงานธรรมสมทบ ฉบับอีบุ๊ก พฤศจิกายน ๒๕๖๖ หน้า ๒๗–๓๔