พรหมวิหารธรรมกำจัดโทสะ
ความโกรธกำจัดได้ด้วยพรหมวิหาร เพราะเมตตามีไว้แก้กิเลสกลุ่มโทสะโดยเฉพาะ รู้จักอาฆาตวัตถุ ๑๐ อาหารของโทสะ และใช้พรหมวิหาร ๔ ให้ถูกสถานการณ์
ใจความสำคัญ
- เราอาจขัดเคืองหรือถูกใจใครตั้งแต่แรกเห็น เพราะเคยทำกรรมร่วมกันมา และปปัญจสัญญายังคงมีอยู่
- อาหารของโทสะเรียกว่าอาฆาตวัตถุ มี ๑๐ ประการ เช่น คิดว่าคนคนนี้เคย กำลัง หรือจักทำความเสื่อมเสียให้แก่เรา
- โทสะทำให้หลับเป็นทุกข์ ตื่นเป็นทุกข์ ฝันร้าย ตายแล้วได้ทุคติ ตรงกันข้ามกับอานิสงส์ของการเจริญเมตตา
- พระพุทธเจ้าตรัสสอนเมตตาเพื่อแก้กิเลสในกลุ่มโทสะโดยเฉพาะ และเมื่อตรัสถึงเมตตาก็ชื่อว่ากล่าวถึงพรหมวิหารทั้ง ๔
- ใช้เมตตาในสถานการณ์ปกติ กรุณาเมื่อเห็นใครแย่ลง มุทิตาเมื่อเห็นคนสำเร็จ และอุเบกขาเพื่อรักษาธรรมะและความถูกต้อง
พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ สัตว์ที่ไม่เคยเป็นมารดา บิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว บุตรธิดา โดยกาลนานนี้ มิใช่หาได้ง่ายเลย ดังนี้ ฯ
(มาตุสูตร ปิตุสูตร ฯลฯ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค)
เคยแปลกใจไหมว่า เหตุใดบางครั้ง เราจึงรู้สึกขัดเคืองใจคนบางคนตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น หรือรู้สึกถูกใจคนบางคนตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เราอาจเคยรักกันมาก หรืออาจเคยประทุษร้ายเข่นฆ่ากันมาแล้ว เมื่อภพชาติทับถม หมู่สัตว์มีโมหะปกปิด ทำให้หลงลืมเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา แต่ความจำหมายที่เป็นไปกับตัณหา มานะ ทิฏฐิ ที่เรียกว่า ปปัญจสัญญา ยังคงมีอยู่ หากเราไม่เคยชำระความรู้สึกนี้ เมื่อกลับมาเจอกันอีกครั้งในอัตภาพนี้ ก็จะมาทำกรรมร่วมกันใหม่ไม่จบไม่สิ้น เดี๋ยวก็กำหนัดต่อกันบ้าง เดี๋ยวก็ขัดเคืองกันบ้าง โดยเฉพาะโทสะ (ความโกรธ) ทั้งที่เป็นบาป เป็นอกุศล แต่เราเห็นค่าของเขา เห็นความสำคัญของเขาว่า เพราะโทสะนี่แหละ ที่ทำให้เรามีอำนาจ เช่น เวลาใครไม่ฟัง เราก็ขึ้นเสียงหน่อย ที่ลูกเชื่อฟังเราก็เพราะโทสะ ที่สามารถปกครองคนมาก ๆ ได้ก็เพราะมีโทสะ โทสะนี่แหละที่ทำให้เราสามารถควบคุมใครต่อใครได้
เราจึงคุ้นเคยกับความคิดที่ทำให้โทสะเกิด และให้อาหารโทสะอยู่เรื่อย ถ้าถามว่าอะไรคืออาหารของโทสะ ภาษาพระเรียกว่า อาฆาตวัตถุ มีอยู่ ๑๐ ประการด้วยกัน
- คนคนนี้เคยทำความเสื่อมเสียให้แก่เรา
- คนคนนี้กำลังทำความเสื่อมเสียให้แก่เรา
- คนคนนี้จักทำความเสื่อมเสียให้แก่เรา
- คนคนนี้เคยทำความเสียหายให้แก่คนที่เรารัก
- คนคนนี้กำลังทำความเสียหายให้แก่คนที่เรารัก
- คนคนนี้จักทำความเสียหายให้แก่คนที่เรารัก
- คนคนนี้เคยทำประโยชน์ให้แก่คนที่เราเกลียด
- คนคนนี้กำลังทำประโยชน์ให้แก่คนที่เราเกลียด
- คนคนนี้จักทำประโยชน์ให้แก่คนที่เราเกลียด
- อาฆาตเพราะเหตุไม่สมควรต่าง ๆ เช่น ฝนไม่น่าตก แดดไม่น่าออก รถไม่น่าติด อากาศไม่น่าร้อน โรคระบาดน่าจะหมดไป เป็นต้น
ถ้ามนสิการใส่ใจอย่างนี้เมื่อไร โทสะก็เกิด เพราะเราไม่เคยพิจารณาโทษของความโกรธ และไม่เคยเห็นคุณของเมตตา ทั้ง ๆ ที่โทสะนั้นให้โทษมากมาย คือ ทำให้หลับเป็นทุกข์ ตื่นเป็นทุกข์ ฝันร้าย เทวดาไม่รักษา ไม่เป็นที่รักของมนุษย์ ไม่เป็นที่รักของอมนุษย์ ไฟ ศัสตรา ยาพิษ โรคร้ายก็จะเบียดเบียน สีหน้าก็เศร้าหมอง สมาธิก็จะไม่ตั้งมั่น คือฟุ้งซ่านนั่นเอง ตายแล้วก็ได้ทุคติ ตรงกันข้ามกับอานิสงส์ของการเจริญเมตตา คือหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย เป็นต้น
พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนเรื่องเมตตา เพราะเมตตานั้นมีไว้แก้ปัญหากิเลสในกลุ่มโทสะโดยเฉพาะ
“ภิกษุทั้งหลาย ยามใดที่เธอเกิดความเครียด ความโกรธ ความหงุดหงิดทั้งหลาย ให้เธอทั้งหลายเจริญเมตตา คือความรัก ความปรารถนาดี ความเอื้ออาทร”
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเมตตา ก็ชื่อว่าได้กล่าวถึงกรุณา มุทิตา และอุเบกขาแล้ว เพราะจัดเป็นธรรมะที่อยู่ในกลุ่มพรหมวิหารเหมือนกัน
พรหมวิหาร ๔
เมตตา คือ ความรัก ความปรารถนาดี ความเอื้ออาทร ทางพฤตินัยคือการที่เราไปมองเห็นจุดเด่นของบุคคลอื่น เช่น การเห็นว่าคนคนนี้มีพฤติกรรมทางกายที่เรียบร้อย มีวจีกรรมที่อ่อนหวาน คนคนนี้มีจิตใจที่เยือกเย็น
กรุณา คือ ความคิดจะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เมื่อมองดูจุดด้อย หรือเห็นบุคคลที่กำลังประสบความทุกข์ ประสบปัญหา ประสบความลำบาก ก็มีความรู้สึกอดรนทนไม่ได้ ปรารถนาให้เขาพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
มุทิตา คือ พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นประสบความสำเร็จในชีวิต เห็นบุคคลประสบความสุข สมหวัง ไม่ได้สำคัญว่าเราจะได้ประโยชน์จากความสำเร็จของเขาหรือไม่ และไม่ได้จำกัดว่า คนคนนี้เป็นเพื่อนเรา เป็นญาติเรา แต่มีความยินดีที่เป็นมุทิตาแท้ กับความสำเร็จ ความสุข ความสมหวังของเขา
อุเบกขา คือ การเฉยมอง การวางใจเป็นกลาง ในขณะที่จะต้องเผชิญกับปัญหาชีวิตใด ๆ มองด้วยความเข้าใจว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นทรัพย์สมบัติของตน เข้าใจความจริงของชีวิตและยอมรับได้ด้วยปัญญา โดนชมก็ไม่กำหนัด โดนตำหนิก็ไม่ขัดเคือง มีความเป็นกลางสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งหลาย ไม่เลือกที่รัก ไม่ผลักที่ชัง คือสภาพของอุเบกขา
พรหมวิหารทั้ง ๔ นั้นจึงต้องนำมาใช้ในชีวิตจริง และใช้ให้ถูกสถานการณ์ เมตตาใช้ในสถานการณ์ปกติ มีความรักปรารถนาดีต่อกัน กรุณากับมุทิตาใช้ในสถานการณ์ผิดปกติ กรุณาใช้ในขณะที่ผิดปกติขาลง คือเห็นใครแย่ลงก็ต้องใช้หน้ากรุณา ขวนขวายช่วยเหลือ มุทิตาใช้ในสถานการณ์ผิดปกติขาขึ้น คือเห็นคนประสบความสำเร็จก็ผลักเอาหน้ามุทิตาออกมา ส่วนอุเบกขานั้นใช้ในสถานการณ์ที่จะรักษาธรรมะ รักษาความถูกต้อง
ที่มา: หนังสือธรรมดี ชีวีมีสุข โดยพระอาจารย์สมทบ ปรกฺกโม พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ISBN 978-616-8325-05-6 หน้า ๓๗–๔๑