← เมตตาและพรหมวิหาร
เมตตาและพรหมวิหาร

การเจริญพรหมวิหาร

พรหมวิหาร คือ ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่ละข้อมีเหตุใกล้ ศัตรูไกล และศัตรูใกล้ชิด ต้องฝึกไปตามลำดับ

จากหนังสือ เจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดย ธรรมสมทบ หน้า ๗๒–๘๕ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • พรหมวิหาร คือ ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ต้องสลับใช้ให้ถูกกับสถานการณ์
  • เมตตามีศัตรูไกลคือโทสะ ศัตรูใกล้ชิดคือตัณหา ส่วนกรุณามีศัตรูใกล้ชิดคือโทมนัส ความทุกข์ใจ
  • มุทิตาพรหมวิหารแท้พลอยยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น แม้บุคคลนั้นไม่ใช่ญาติ เป็นคนกลาง ๆ หรือเป็นศัตรู
  • อุเบกขาพรหมวิหารแท้ คือ “เฉยมอง” ด้วยปัญญา ไม่ใช่ “เฉยเมย” เพราะสัตว์ทั้งหลายล้วนมีกรรมเป็นของของตน
  • สัมมาสังกัปปะและสัมมาทิฏฐิซึ่งมาจากโยนิโสมนสิการ เป็นตัวขับเคลื่อนพรหมวิหาร และการเจริญพรหมวิหารต้องฝึกไปตามลำดับ

ผู้ใดได้เจริญเมตตาพรหมวิหารให้เกิดขึ้นในตน ผู้นั้นจะอยู่ด้วยความประเสริฐ ไม่ใช่เมตตาอย่างเดียว เมื่อฝึกเมตตาแล้ว ก็พัฒนาไปถึง กรุณา มุทิตา อุเบกขาด้วย จึงเรียกว่า เป็นอยู่ด้วยความประเสริฐ

วิหารธรรม คือ ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ ธรรมประจำใจ ธรรมที่เป็นหลักใจ ในการดำเนินชีวิต

วิหารธรรม มี ๔ อย่าง

  1. ทิพยวิหาร ได้แก่ ฌานทั้ง ๘
  2. พรหมวิหาร ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
  3. อริยวิหาร ได้แก่ โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล เป็นวิหารธรรมของอริยบุคคล
  4. อิริยาบถวิหาร คือ อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน

พรหมวิหาร

คำว่า “พรหมวิหาร” หมายถึง ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ ธรรมประจำใจอันประเสริฐ หลักความประพฤติที่ประเสริฐ บริสุทธิ์

พรหมวิหาร เป็นธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจ และกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่า ดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อสัตว์ทั้งหลายโดยชอบ

พระพรหมสร้างตามคติพุทธ

เพื่อให้เราได้เห็นพรหมวิหารซึ่งเป็นธรรมะที่มีอยู่ในพระพรหม มี ๔ หน้า

  • หน้าที่ ๑ คือ เมตตา
  • หน้าที่ ๒ คือ กรุณา
  • หน้าที่ ๓ คือ มุทิตา
  • หน้าที่ ๔ คือ อุเบกขา

เราจะทำให้เกิดพร้อมกันไม่ได้ ต้องสลับหน้าให้ถูกกับสถานการณ์

  • เมตตา มีภาวะที่สัตว์น่าเจริญใจเป็นอารมณ์ (ปิยมนาปสัตวบัญญัติ)
  • กรุณา มีสัตว์ที่ประสบความทุกข์ความเดือดร้อนเป็นอารมณ์ (ทุกขิตสัตวบัญญัติ)
  • มุทิตา มีสัตว์ที่ประสบความสุข สำเร็จ เป็นอารมณ์ (สุขิตสัตวบัญญัติ)
  • อุเบกขา มีความเป็นกลางในสัตว์ทั้งหลาย ไม่เลือกที่รัก ไม่ผลักที่ชัง เสมอต้นเสมอปลาย เสมอในสุขและทุกข์ ต้องการรักษาธรรมะ รักษาสิ่งทั้งหลายให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์กติกา (มัชฌัตตสัตวบัญญัติ)

พรหมวิหาร ๔

เมตตา

เมตตา คือ อโทสะ ความไม่โกรธ มีใจรักปรารถนาดี เอื้ออาทร แบบจับจิตจับใจ เปล่งวาจาที่งดงามออกมา เมตตา ใช้ในสถานการณ์ที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปปกติ

  • มีเหตุใกล้ คือ มองเห็นภาวะที่น่าเจริญใจของสัตว์ทั้งหลายเห็นว่า กายกรรมงดงาม วจีกรรมงดงาม หรือมโนกรรมงดงาม เห็นจุดเด่นของหมู่สัตว์ทั้งหลาย จึงยังความรักความปรารถนาดีให้เกิดขึ้น
  • มีศัตรูไกล คือ โทสะ
  • มีศัตรูใกล้ชิด คือ ตัณหา

เมตตากับตัณหา เป็นความรักที่ใกล้กันมาก หากไม่เจริญสติสัมปชัญญะในขณะที่เจริญเมตตา เช่น เจริญเมตตาให้คู่รักไม่นาน จะเกิดความกำหนัดยินดีเพลิดเพลิน ติดใจใฝ่กระสัน เกิดราคะทันที

กรุณา

กรุณา คิดช่วยให้พ้นทุกข์ สงสาร เพียรปลดเปลื้องทุกข์ นิ่งดูดายไม่ได้ มีความสะเทือนใจเมื่อเห็นผู้อื่นประสบทุกข์ ต้องการไถ่ถอน ต้องการทำทุกข์ของผู้อื่นให้หมดไป ใช้กับสถานการณ์ที่ผิดปกติขาลง

  • มีเหตุใกล้ คือ มองเห็นสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก แล้วปรารถนาช่วยเหลือ
  • มีศัตรูไกล คือ วิหิงสา ความคิดเบียดเบียน
  • มีศัตรูใกล้ชิด คือ โทมนัส ความทุกข์ใจ

บุคคลผู้เจริญกรุณา จะต้องระวังโทมนัส ความเศร้าโศก เช่น ช่วยเหลือเขาไม่ได้ จึงมีความทุกข์ใจ

กรุณาพรหมวิหารแท้ จะไม่ทุกข์ใจ แม้จะช่วยเหลือไม่ได้ก็ตาม แต่กลับรู้สึกชื่นใจ เมื่อเห็นกรุณาที่เกิดขึ้นในตน ที่ได้ขวนขวายช่วยเหลืออย่างเต็มที่ จนสุดความสามารถ มีปัญญารู้และเข้าใจ

มุทิตา

มุทิตา มีความยินดี เมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใส ชุ่มชื่นเบิกบานเสมอ พลอยยินดี ปลื้มใจ สุขใจกับความสำเร็จของผู้อื่น ใช้ในสถานการณ์ผิดปกติขาขึ้น

  • มีเหตุใกล้ คือ มองเห็นสัตว์ที่กำลังได้รับความสุข จึงพลอยมีจิตคิดยินดี
  • มีศัตรูไกล คือ ความริษยา อิจฉา ไม่อยากให้ผู้อื่นได้ดีกว่าตน
  • มีศัตรูใกล้ชิด คือ ยินดีเฉพาะบุคคลที่รัก ญาติพี่น้อง หรือคนที่เรามีส่วนได้รับผลประโยชน์จากความสำเร็จนั้น

มุทิตาพรหมวิหารแท้ จะมีใจพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นประสบความสำเร็จ แม้บุคคลนั้นไม่ใช่ญาติ บุคคลที่เป็นกลาง ๆ หรือบุคคลผู้เป็นศัตรู

อุเบกขา

อุเบกขา คือ คอยมองดูอยู่ โดยละความขวนขวาย โดยความเข้าถึงความเป็นกลาง ใช้กับสถานการณ์ที่ต้องการรักษากฎเกณฑ์ รักษาธรรม

  • มีเหตุใกล้ คือ มีความเป็นกลางต่อสัตว์ทั้งหลาย ขจัดความยินดีและความยินร้าย
  • มีศัตรูไกล คือ อภิชฌา ความคล้อยตามยินดี และโทมนัส ความขัดเคือง ความเสียใจ
  • มีศัตรูใกล้ชิด คือ อัญญานุเบกขา ความเฉยเมย ไม่ใส่ใจไยดี นี้เป็นโมหะ

อุเบกขาพรหมวิหารแท้ จะมีลักษณะ “เฉยมอง” ไม่ใช่ “เฉยเมย” เฉยมองด้วยปัญญา ด้วยความรู้ความเข้าใจว่า สัตว์ทั้งหลาย สร้างเหตุอย่างไร ต้องได้รับผลอย่างนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ลูกทำการบ้านไม่ทัน ในเวลานั้น พ่อแม่ต้องใช้อุเบกขาพรหมวิหาร เฉยมอง วางใจเป็นกลาง เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ ได้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง หรือญาติพี่น้องทำผิดกฎหมาย ถึงแม้เราจะมีอำนาจที่จะช่วยเหลือได้ ในสถานการณ์นั้น เราก็ควรใช้อุเบกขาพรหมวิหาร รักษากฎกติกา รักษาศีล รักษาธรรมของตนไว้ และพิจารณาว่า สัตว์ทั้งหลายล้วนมีกรรมเป็นของของตน

พรหมวิหาร กับสัมมาสังกัปปะ

สัมมาสังกัปปะ การดำริชอบ เป็นตัวใกล้ชิดกับพรหมวิหารมากที่สุด

ดำริที่จะออกจากพยาบาท เรียกว่า “อพยาปาทสังกัปปะ” เป็นความดำริที่ทำให้เมตตาเกิด

ดำริที่จะไม่เบียดเบียน เรียกว่า “อวิหิงสาสังกัปปะ” เป็นความดำริที่ทำให้กรุณาและมุทิตาเกิด

ดำริที่จะออกจากกาม เรียกว่า “เนกขัมมะสังกัปปะ” ความคิดออกจากความติดใจใน สี เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นความดำริที่ทำให้อุเบกขาเกิด

ปัจจัยที่คอยเกื้อหนุน ให้มีดำริที่ถูกต้อง คือ โยนิโสมนสิการ ความฉลาดคิด

โยนิโสมนสิการ ความฉลาดคิด มาจากการได้ฟังพระสัทธรรม
การได้ฟังพระสัทธรรม มาจากการได้คบสัตบุรุษ
การได้คบสัตบุรุษ มาจากการได้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
การได้อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม มาจากการทำบุญเก่ามาดี
การทำบุญเก่ามาดี มาจากการตั้งตนไว้ชอบ…

พรหมวิหาร กับสัมมาทิฏฐิ

คนที่เจริญพรหมวิหารได้ต้องมีความเห็นที่ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิมีหลายระดับ เช่น

  1. กัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาที่เข้าไปรู้เหตุผล กรรม และผลของกรรม
  2. ฌานสัมมาทิฏฐิ ปัญญาที่เข้าไปชาญฉลาดในการวิจัย แยกแยะที่จะให้สมาธิจิตเกิดขึ้น
  3. วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ มีปัญญาที่เข้าไปเห็นรูป นาม ขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง
  4. มรรคสัมมาทิฏฐิ ปัญญาในอริยมรรค
  5. ผลสัมมาทิฏฐิ ปัญญาในอริยผล
  6. ปัจจเวกสัมมาทิฏฐิ ปัญญาพิจารณา มรรค ผล นิพพาน กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่ยังไม่ได้ละ

สัมมาทิฏฐิระดับสูงสุด คือ สัมมาทิฏฐิที่ประชุมในโลกุตตระ

ความเห็นที่ถูกต้อง และ ความดำริที่ถูกต้อง เป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่กันและกัน ทั้งสองตัวนี้ มาจากโยนิโสมนสิการ เป็นปัจจัย

สัมมาสังกัปปะ และสัมมาทิฏฐิ เป็นกลุ่มปัญญาสิกขา เป็นตัวขับเคลื่อนให้ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เกิดขึ้นในระดับแห่งจิตใจ ผลักออกมาเป็นการกระทำ เช่น การให้ทาน การพูดจาอ่อนหวาน การประพฤติเป็นประโยชน์ให้แก่กันและกัน การเชื่อมประสาน การร่วมทุกข์ร่วมสุข

สัมมาสังกัปปะ และสัมมาทิฏฐิ มาจากการมีโยนิโสมนสิการ คือ ความฉลาดคิด

โยนิโสมนสิการ มาจากการฟังพระสัทธรรม
การฟังพระสัทธรรม มาจากการคบสัตบุรุษ
การคบสัตบุรุษ มาจากการอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม
การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม มาจากปุพเพกตปุญญตา
ปุพเพกตปุญญตา มาจากการตั้งตนไว้ชอบ

หากสามารถเป็นผู้ตั้งเมตตาที่เป็นไปกับสติอย่างมั่นคง เรียกว่า เป็นผู้มีพรหมวิหาร มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สติและปัญญาที่ไปตั้งมั่น ไปรู้และเข้าใจ ทำเมตตาให้เกิดขึ้นในขณะที่ระลึกถึงสัตว์ทั้งหลาย ด้วยความรักด้วยความเอื้ออาทร ตั้งเมตตาจิตให้เกิดขึ้นด้วยสติที่แข็งแรงและมั่นคง

วัวโง่ตัวหนึ่ง ขึ้นไปบนภูเขา มองลงมาจากหน้าผา เห็นหญ้าและน้ำ ตาลีตาเหลือก อยากจะกินหญ้าและน้ำ กำหนดที่เดินไม่ดี มันจึงตกเขาตาย…

เมตตายังทำไม่ได้ อย่าเพิ่งไปทำกรุณา กระโดดไปหากรุณา ทั้งเมตตา ทั้งกรุณา จะพังหมด มุทิตาไม่ต้องพูดถึง…

การเจริญพรหมวิหาร ต้องฝึกปฏิบัติเป็นไปตามลำดับ

สุวรรณสามชาดก

พระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นสุวรรณสามดาบส ในการบำเพ็ญเมตตาบารมี สุวรรณสามเลี้ยงดูบิดามารดาตาบอดอย่างดีเลิศ วันหนึ่งถูกพระเจ้าปิลยักษ์ ยิงด้วยศรอาบยาพิษ ได้รับทุกขเวทนาอย่างยิ่ง แต่ก็มิได้ยังโทสะให้เกิดขึ้นเลย ยังแสดงเมตตาจิตต่อผู้ทำร้ายตน และทูลฝากให้พระเจ้าปิลยักษ์ดูแลบิดามารดาแทนตน ก่อนที่จะสิ้นสติไป

ด้วยเมตตาธรรมและการกล่าวสัจจวาจาของบิดามารดา และนางเทพธิดาผู้ดูแลภูเขาคันธมาทน์ ทำให้สุวรรณสามหายจากอาการบาดเจ็บ และบิดามารดากลับมีจักษุดี

ที่มา: หนังสือเจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดยธรรมสมทบ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ISBN 978-616-8325-04-9 หน้า ๗๒–๘๕