← เมตตาและพรหมวิหาร
เมตตาและพรหมวิหาร

การเจริญเมตตาภาวนา

การเจริญเมตตาภาวนาเริ่มจากแผ่เมตตาให้ตนเองก่อน แล้วจึงแผ่ไปยังคนที่เคารพรัก คนที่เป็นกลาง ๆ และคนที่เป็นคู่เวร จนจิตอ่อนนุ่มนวล

จากหนังสือ เจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดย ธรรมสมทบ หน้า ๔๒–๕๓ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • การเจริญเมตตาทำให้จิตตั้งมั่นจนได้อุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ และต่อยอดเป็นวิปัสสนาญาณได้
  • บุคคลพึงเจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรก เพื่อยกตนเองขึ้นเป็นสักขีพยานว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมปรารถนาความสุขเหมือนเรา
  • คำว่า “ขอ” ในบทแผ่เมตตาไม่ใช่การร้องขอรอผล แต่แปลว่า “ทำ” คือทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้นจริง
  • สุขกาย เป็นชื่อของศีล สุขใจ เป็นชื่อของสมาธิ ปลอดภัย เป็นชื่อของปัญญาที่ขจัดอุปสรรคภายในและภายนอก
  • ลำดับการแผ่เมตตา คือ ตนเอง คนที่เคารพรัก คนที่เป็นกลาง ๆ และคนที่เป็นคู่เวร เพียรทำซ้ำจนจิตอ่อนนุ่มนวล ควรแก่การงาน

การเจริญเมตตา…สามารถทำให้จิตตั้งมั่น จนได้สมาธิระดับอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ ต่อยอดเป็นวิปัสสนาญาณได้ เมตตาเป็นตัวหล่อเลี้ยงใจ เหตุที่เราไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาญาณได้… เพราะขาดเมตตา

ลำดับการเจริญเมตตา

บุคคล พึงเจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรก…

ในที่นี้หมายเอาวิธีการเจริญภาวนาครั้งแรก เพื่อยกเอาตนเอง ขึ้นมาเป็นสักขีพยาน เพราะเหตุว่า สัตว์ทั้งหลาย ย่อมปรารถนาความสุขให้แก่ตน เหมือนเรานี่เทียว เราจึงควรปรารถนาดีต่อกัน ไม่เบียดเบียนกัน

เพราะสัตว์อื่นซึ่งไม่รักตนเป็นไม่มี…

บัณฑิต ได้คิดค้นคว้า ดูไปจนทั่วทุกทิศแล้ว
ก็มิได้เห็นคนอื่นใด ณ ทิศไหน ๆ
ที่จะเป็นที่รัก ยิ่งกว่าตนของตน

ตนของแต่ละบุคคล ทุกจำพวก
ย่อมเป็นที่รักมากอย่างนี้
เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้รักตน
จึงไม่ควรเบียดเบียนคนอื่นเขา
แม้ที่สุด จนถึงมดและปลวก…

แผ่เมตตาให้กับตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้มีความสุขเถิด
อะหัง อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้มีเวรแก่ใคร ๆ เลย
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้มีจิตคิดพยาบาท อาฆาตปองร้าย เบียดเบียนซึ่งใคร ๆ เลย
อะหัง อะนีโฆ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าอย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
อะหัง สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้าจงเป็นผู้มีความสุข รักษาตนให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง

คำว่า “ขอ” ไม่ใช่ร้องขอรอผล ดลบันดาล แต่แปลว่า “ทำ” เราจะทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง จะส่งความรักปรารถนาดีให้แก่ตนเอง หรือจะแผ่เมตตาโดยใช้คำสั้น ๆ คือ “สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย” แต่ต้องรู้ความหมาย ต้องมีความซาบซึ้งในเมตตาจิตนั้นด้วย ต้องทำเมตตา จิตที่อ่อนโยน จิตที่มีพลังให้เกิดขึ้น ระลึกถึงกุศลความดี และปรารถนาให้ตนเองเข้าถึงความสุขกาย สุขใจ และปลอดภัยจริง ๆ

สุขกาย เป็นชื่อของศีล
สุขใจ เป็นชื่อของสมาธิ
ปลอดภัย เป็นชื่อของปัญญา ที่ขจัดอุปสรรคภายในและภายนอก

การทำกระแสชีวิตของตนเองให้เข้าถึง ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นภารกิจที่ต้องทำ

เมื่อบุคคล เจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรกแล้ว ต่อไป พึงเจริญเมตตาไปในคนที่รัก หรือคนที่เคารพเป็นอันดับที่สอง…

การแผ่เมตตาเจาะจงให้กับบุคคลที่เราเคารพรักนั้น เพื่อที่จะพยุงเมตตาภาวนาให้เกิดขึ้นโดยง่าย ให้ระลึกว่า ท่านมีคุณธรรมอย่างไร ท่านมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา มีเมตตา ขวนขวาย ประพฤติประโยชน์อย่างไร แล้วจึงทำความรักความปรารถนาดี ทำเมตตาภาวนาให้เกิดขึ้น

ขอให้บุคคลอันเป็นที่เคารพรักกับข้าพเจ้า จงเป็นผู้มีความสุข…
ขอให้บุคคลอันเป็นที่เคารพรักกับข้าพเจ้า อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย…
ขอให้บุคคลอันเป็นที่เคารพรักกับข้าพเจ้า อย่าได้มีจิตคิดพยาบาท อาฆาตปองร้าย เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย…
ขอให้บุคคลอันเป็นที่เคารพรักกับข้าพเจ้า อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย…
ขอให้บุคคลอันเป็นที่เคารพรักกับข้าพเจ้า จงเป็นผู้มีความสุข รักษาตนให้พ้นจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง…

แผ่เมตตาให้บุคคลที่เราเคารพรักแต่ละท่าน อาจจะใช้เวลาเป็นสิบนาที ให้แผ่จนเมตตาเกิดขึ้นจริง ๆ มีจิตที่นุ่มนวล อ่อนโยนเกิดขึ้นจริง ๆ

แผ่เมตตาจนรู้สึกว่า บุคคลคนที่เราเคารพรัก ท่านได้พลังจากเมตตาของเราจริง ๆ

แม้ว่าอัปปนาสมาธิจะได้สำเร็จขึ้นแล้วก็ดี อย่าได้พอใจที่ได้สำเร็จผลเพียงเท่านั้น จะต้องเพียรทำลายเขตแดนของเมตตา ไม่ให้มีประมาณอีกต่อไป… (คัมภีร์วิสุทธิมรรค ฉบับแปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร))

พึงเจริญเมตตาไปยังบุคคลที่เป็นกลาง ๆ เป็นอันดับที่สาม และบุคคลที่เป็นคู่เวรกัน เป็นอันดับที่สี่

เพียรพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้น จนจิตอ่อนนุ่มนวล ควรแก่การงาน เพียรพยุงจิต ในคนที่เป็นกลาง ๆ ขึ้นสู่ภาวะบุคคลอันเป็นที่รัก เพียรข่มจิตที่คิดจองเวร ให้คนคู่เวรกันนั้น เลือนหาย กลายเป็นภาวะกลาง ๆ แล้วยกขึ้นสู่ภาวะบุคคลอันเป็นที่รัก

ขอให้บุคคลที่เป็นกลาง ๆ กับข้าพเจ้า จงเป็นผู้มีความสุข
ขอให้บุคคลที่เป็นกลาง ๆ กับข้าพเจ้า อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
ขอให้บุคคลที่เป็นกลาง ๆ กับข้าพเจ้า อย่าได้มีจิตคิดพยาบาท อาฆาตปองร้าย เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
ขอให้บุคคลที่เป็นกลาง ๆ กับข้าพเจ้า อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
ขอให้บุคคลที่เป็นกลาง ๆ กับข้าพเจ้า จงเป็นผู้มีความสุข รักษาตนให้พ้นจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง

ขอให้บุคคลที่เป็นศัตรูกับข้าพเจ้า จงเป็นผู้มีความสุข
ขอให้บุคคลที่เป็นศัตรูกับข้าพเจ้า อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
ขอให้บุคคลที่เป็นศัตรูกับข้าพเจ้า อย่าได้มีจิตคิดพยาบาท อาฆาตปองร้าย เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
ขอให้บุคคลที่เป็นศัตรูกับข้าพเจ้า อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
ขอให้บุคคลที่เป็นศัตรูกับข้าพเจ้า จงเป็นผู้มีความสุข รักษาตนให้พ้นจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง

นางอุตตรานันทมาตา

นางอุตตรานันทมาตา กราบทูลอาราธนาพระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์มาฉันภัตตาหารที่บ้านของตน และว่าจ้างนางสิริมาเพื่อมาดูแลสามีของตนแทน

ระหว่างการตระเตรียมอาหารนั้น สามียืนดูนางอุตตรา แล้วยิ้มเยาะว่า ภรรยาของเราช่างโง่เขลานัก ชอบทำงานสกปรก เหมือนทาสี (ทาสผู้หญิง) ทั้งหลาย ฝ่ายนางอุตตรา เมื่อมองดูที่สามีแล้ว ยิ้มออกมาว่า สามีเราช่างโง่เขลา ประมาทนัก คิดว่าทรัพย์สินที่มีจักมั่นคงถาวร

ฝ่ายนางสิริมา ได้เห็นสามีภรรยายิ้มให้แก่กันก็เกิดใจริษยา ใช้กระบวยตักน้ำมันที่กำลังเดือดอยู่ในกระทะ เทราดลงบนศีรษะของนางอุตตรา นางอุตตราเห็นดังนั้น จึงแผ่เมตตาจิต เห็นในคุณความดีของนางสิริมา ที่ทำให้นางได้มีโอกาสสร้างกุศล และเข้าเมตตาฌาน ด้วยอำนาจของเมตตาฌาน บันดาลให้น้ำมันที่ร้อนจัดนั้น ปราศจากความร้อนและไหลตกไป ประหนึ่งน้ำตกจากใบบัว

บทสวดที่เกี่ยวข้อง

อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม

ที่มา: หนังสือเจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดยธรรมสมทบ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ISBN 978-616-8325-04-9 หน้า ๔๒–๕๓