เคล็ดลับการเจริญเมตตาภาวนา และหัวใจของเมตตา
ก่อนแผ่เมตตาต้องทำเมตตาให้เกิดขึ้นในใจก่อน ทำจิตให้เยือกเย็น นุ่มนวล แล้วจึงแผ่ออกไป พร้อมหัวใจของเมตตา ๒ ประการ และวิธีฝึกเมตตาในทุกอิริยาบถ
ใจความสำคัญ
- หากเมตตาไม่เกิดจะแผ่ไปให้คนอื่นไม่ได้ ต้องทำจิตให้เยือกเย็น นุ่มนวล และทำเมตตาให้เกิดขึ้นก่อน
- การอุทิศส่วนบุญไม่ใช่เมตตาภาวนา เมตตาภาวนาไม่จำเป็นต้องมีวัตถุสิ่งของ แต่ต้องมีกระแสชีวิตที่จะรองรับเมตตา
- หัวใจของเมตตามี ๒ ประการ คือ มุ่งเมตตาให้ถึงบุคคลนั้นจริง ๆ และต้องรู้สึกถึงความนุ่มนวลอ่อนโยนในใจ
- หากแผ่เมตตาให้ตนเองแล้วไม่ชื่นใจ ให้ทำจิตเป็นสมาธิ ระลึกศีลและความดีของตน หาจุดเด่นตนเองให้ได้
- ฝึกยืน เดิน นั่ง นอน ด้วยเมตตาจิต หากยังไม่ชำนาญให้ใช้คำบริกรรมว่า “สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย”
เคล็ดลับการเจริญเมตตาภาวนา
หากเมตตาไม่เกิดจะแผ่ไปให้คนอื่นไม่ได้ ต้องทำเมตตาให้เกิดขึ้นก่อน ทำจิตให้เยือกเย็นก่อน ให้จิตนุ่มนวล เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ ให้สงบ เยือกเย็น ตั้งมั่น ไม่ต้องรีบ
เมื่อเมตตาเกิดแล้ว จึงค่อยลำดับการแผ่ ลำดับการท่อง รักตนเองให้ได้ก่อน เอาตนเองเป็นสักขีพยาน รักด้วยเมตตาจริง ๆ ไม่ใช่รักด้วยตัณหา
ฝึกเมตตาจนเป็นเนื้อเป็นตัว มีพลัง จนเป็นธรรมชาติออกมา มีความนุ่มนวลอ่อนโยน ทางกาย วาจา และใจ
เมตตาแท้จะกันกิเลสอื่น ๆ เช่น ตัณหา ราคะ กันเมตตาเทียม กันโทสะซึ่งเป็นศัตรูไกล จิตก็จะใสสะอาด จิตก็จะนุ่มนวลอ่อนโยน เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ
หากทำได้จริง ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ เมตตาเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิต ยืน เดิน นั่ง นอน ทุกอิริยาบถ มีเมตตาเป็นตัวผลักดัน
คนที่เข้าถึงเมตตาจิต หวังอะไรก็ประสบความสำเร็จ ต่อจากเมตตา เจริญวิปัสสนาญาณไม่ยากเลย
เราแผ่เมตตาให้กับคนตายไม่ได้ เพราะผู้นั้นตายไปแล้ว จึงไม่มีกระแสชีวิต ในฐานะชื่อนั้นที่เคยเป็น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย มารองรับเมตตา
เมื่อไม่มีกระแสชีวิตรองรับเมตตา เมตตาที่แผ่ออกมาจึงแห้งแล้ง ไม่สามารถยังอัปปนาฌานให้เกิดขึ้นได้
เมตตาภาวนาจะเจริญขึ้นเป็นอัปปนาฌานได้ ก็ต่อเมื่อแผ่ไปให้กับหมู่สัตว์ทั้งหลายที่รองรับเมตตาได้ด้วย
การอุทิศส่วนบุญ ไม่ใช่เมตตาภาวนา
เมื่อเราบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา มี ทาน ศีล ภาวนา เหล่านั้นเกิดขึ้นในตนแล้ว จึงน้อมอุทิศว่า “ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า” อย่างนี้เรียกว่า “การให้ส่วนบุญ” หรือการอุทิศส่วนบุญ ไม่เรียกว่า เมตตา
เราสามารถให้ส่วนบุญกับคนที่ล่วงลับไปแล้ว และยังมีชีวิตอยู่ หมู่สัตว์ทั้งหลาย ที่รู้เห็นการกระทำของเรา แล้วตั้งจิตอนุโมทนา เรียกว่า “ปัตตานุโมทนา” การอุทิศส่วนบุญต้องทำกุศลให้เกิดขึ้นก่อน บุญของเราไม่ได้หายไปไหน เป็นเรื่องของนามธรรมที่เราทำให้เกิดขึ้น
การเจริญเมตตาภาวนาไม่จำเป็นต้องมีวัตถุสิ่งของ แต่ต้องมีกระแสชีวิตที่จะรองรับเมตตา
เมตตาภาวนา ควรทำความเข้าใจภาษาบาลี
- สัพเพ ทั้งปวง
- สัตตา สัตว์ทั้งหลาย
- สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
- อะเวรา อะ + เวระ
วระ คือ เวร การฆ่ากันเรียกว่าการจองเวร การลัก การประพฤติผิดในกาม เป็นเวรทั้งสิ้น
อะ คือ ไม่
อะ เวรา คือ อย่ามีเวรแก่กัน - โหนตุ จงเป็น
- อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเถิด อย่ามีเวรกัน
- พยาปัชฌา โกรธเคือง เป็นชื่อของโทสะ แค้นเคือง อาฆาต
- อัพพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเถิด อย่าโกรธเคืองกัน
- นีฆา ความทุกข์
- อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเถิด อย่ามีความทุกข์
- สุขี สุขะ แปลว่า สุข + อี แปลว่า มี
สุขี แปลว่า จงมีความสุข - อัตตานัง ซึ่งตน
- ปะริหะรันตุ จงรักษา
- อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงรักษาตน (ให้พ้นจากอันตราย)
สัพเพ สัตตา
อะเวรา โหนตุ อัพพะยาปัชฌา โหนตุ
อะนีฆา โหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
การแผ่เมตตา จริง ๆ แล้วแผ่ไปได้มาก ทั้งเจาะจงและไม่เจาะจง เมตตา แผ่ไปทุกทิศ ทั้งเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก อนุทิศ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทั้งหมด
ในขณะที่แผ่เมตตา จิตของเราต้องมุ่งไปที่ความปรารถนาดีเป็นหลัก สรรพสัตว์เป็นเพียงฉากหลัง เป็นเพียงสิ่งที่ระลึกถึง แต่จุดหมายหลักต้องปรารถนาดี ไม่ใช่มุ่งไปที่บุคคลเป็นหลัก แต่มุ่งไปที่เมตตาจิตเป็นหลัก
เมตตามีอโทสะ ความไม่โกรธ เป็นองค์ธรรม
อโทสะ เป็นขันติก็ได้ เป็นเมตตาก็ได้ เช่น ในขณะที่นั่งอยู่ ทำทีทำท่านั่งเรียบร้อย เงียบ ไม่พูดไม่คุย แต่ใจเป็นทุกข์ ใจไม่ดี กระวนกระวาย แม้ไม่แสดงปฏิกิริยาออกมา ก็ไม่ชื่อว่าขันติ ขันติต้องยอมรับได้ด้วยปัญญา รู้และเข้าใจสิ่งทั้งหลาย และวางท่าทีทางใจได้
หัวใจของเมตตา มี ๒ ประการ
- มุ่งเมตตาให้ถึงบุคคลนั้นจริง ๆ โดยให้รู้สึกว่าบุคคลนั้นกำลังยิ้มอยู่ต่อหน้า เช่น เมื่อแผ่เมตตาให้บิดามารดา ให้รู้สึกว่าท่านได้รับเมตตาของเราจริง ๆ หรือถ้าแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ ก็ให้รู้สึกว่าเมตตาของเราไปถึงเขาจริง ๆ
- ต้องรู้สึกถึงความนุ่มนวลอ่อนโยนในใจ เมตตาเป็นสมถะ เป็นความสงบแห่งจิต เป็นพื้นฐานที่จะต่อวิปัสสนา ถ้าเรายังไม่รู้สึกถึงความนุ่มนวล ก็จะเป็นเพียงบริกรรมเท่านั้น หากไม่มีความปรารถนาดีอย่างจริงใจ เมตตาไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
ขณะเจริญเมตตา ถ้าความหดหู่ท้อแท้เข้ามา จิตใจจะไม่นุ่มนวลจริง ต้องขจัดความหดหู่ท้อแท้ ให้จิตเกิดความนุ่มนวลในใจ อ่อนโยนในใจ ซาบซึ้ง เกิดความสุขในใจ
หากผู้ปฏิบัติรู้สึกถึงความนุ่มนวลได้แล้ว ก็จะยิ้มออกมาเล็กน้อย และจะเกิดปราโมทย์ ปีติ สงบและสุขใจ รู้สึกหัวใจพองโตด้วยปีติ เห็นหัวใจของตนเองเหมือนดอกไม้บาน บางท่านรู้สึกว่ารอบ ๆ ตัวมีดอกไม้เต็มไปหมด
หากระลึกแผ่เมตตาให้ตนเองแล้ว ไม่เบิกบาน ไม่ชื่นใจ ทำอย่างไร
ให้มนสิการว่า เราจะฝึกให้เมตตาจิตเกิดให้ได้ ให้ปรุงแต่งจิตให้เมตตาจิตเกิด ถ้าเมตตาจิตไม่เกิด ทำจิตให้เป็นสมาธิ เช่น อาจจะระลึกพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณก่อน
หลังจากจิตเป็นสมาธิแล้ว ให้ระลึกศีลของตนเอง เช่น เราเป็นคนน่ารัก เป็นคนดี มีความดีอะไรที่ระลึกแล้วประทับใจในตนเอง เมื่อเห็นความดีที่เกิดขึ้นในตน หาจุดเด่นตนเองให้ได้ จึงจะรักตนเองได้อย่างแท้จริง
หาจุดเด่นตนเองให้ได้จึงจะรักตนเองได้อย่างแท้จริง
ตั้งเจตนาว่า จะให้กุศลความดีเกิดขึ้นในกระแสชีวิต
จะพัฒนาความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
จะให้ศรัทธา ให้ความเพียร ให้สติ ให้สมาธิตั้งมั่น ให้ปัญญาเกิดขึ้น
วิธีฝึก ให้ยืน เดิน นั่ง นอน ด้วยเมตตาจิต ทำกิจกรรมทุกอย่างให้มีเมตตาจิต
หากจะพูด ให้นิ่งไว้ก่อน ทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้นก่อน จนมีเมตตาจิตเกิดขึ้นแล้วจึงค่อยพูด แผ่เมตตาออกไป
เวลาจะเดิน หากเมตตายังไม่เกิดให้หยุดก่อน จนทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้นก่อน เอื้ออาทรเกิดจริง ๆ แล้วจึงค่อยเดิน ด้วยเมตตา รัก ปรารถนาดี
ทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้นก่อน แล้วจึงนอนด้วยเมตตา ให้ทำเช่นนี้ ทุก ๆ กิจกรรม ถ้าหลุดจากเมตตาให้ตั้งใหม่ หากยังไม่ชำนาญให้ใช้คำบริกรรมนำร่อง ใช้คำบริกรรมว่า “สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย”
ขอให้ข้าพเจ้า สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย
จิตนุ่มนวล อ่อนโยน มีพลัง หายใจเข้า…หายใจออก
ให้ได้อากาศที่ดี คุณภาพที่ดี สุขภาพที่ดี…เข้าสู่กระแสชีวิตนี้
ขอให้ข้าพเจ้าปลอดภัยจากกิเลสภายใน
อันตรายภายใน ข้าศึกภายใน ปลอดภัยจากราคะ โทสะ โมหะ
กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต บาปอกุศลกรรมอันชั่วร้าย
ปลอดภัยจากอันตรายภายนอก
ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ
ขอให้ข้าพเจ้า สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย…
การทำให้เมตตาจิตเกิดขึ้น ต้องทำทุก ๆ ขณะ
อาบน้ำ แปรงฟัน กินอาหาร
ยืน เดิน นั่ง นอน ตื่น หลับ พูด นิ่ง
ก้าวไป ถอยกลับ แลตรง แลเหลียว คู้เข้า เหยียดออก
กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ
ไม่ใช่เฉพาะแต่บริกรรม หรือนั่งสมาธิ หรือเดินจงกรม ทุก ๆ กิจกรรมของชีวิต ต้องให้เมตตาเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันให้ได้
เวลาทำจิตให้อ่อนโยนมากขึ้น ก็จะส่งผลให้การกระทำและคำพูดของเรามีเมตตาโดยอัตโนมัติ ความหวังดีก็จะเกิดมากขึ้น ทำให้เป็นที่รักของผู้อื่นมากขึ้นกว่าเดิม
คัมภีร์วิสุทธิมรรค
เวลาเดินจงกรม
ยกเท้าจะใช้คำว่า “เบิกบาน”
สืบเท้า ใช้คำว่า “เป็นสุข”
เท้าถึงพื้น ใช้คำว่า “พ้นทุกข์”หายใจเข้า
หายใจออก “เบิกบาน”
หายใจเข้า “เป็นสุข”
หายใจออก “พ้นทุกข์”
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
ขอสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้มีความสุขกาย สุขใจ ปลอดภัย
เบิกบาน เป็นสุข พ้นทุกข์
สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย
เรามองตามความรู้สึก ยึดถือด้วยตัณหา ด้วยความอยากได้ อยากให้มันเป็น อยากได้ (ตัณหา) อยากใหญ่ (มานะ) ใจแคบ (ทิฏฐิ) ไม่ได้มองโลกใบนี้เป็นสุนทรีย์ เป็นความงดงาม ไม่ได้มองหมู่สัตว์ทั้งหลายว่าน่ารัก เพราะเมตตาจิตยังไม่เกิด
กระแสชีวิตนี้ที่เรียกว่า สรีรยนต์ คนขับกระแสชีวิตนี้ คือ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ หรือโลภะ โทสะ โมหะ อยากได้ อยากใหญ่ ใจแคบ ใช้กระแสชีวิตนี้จนทรุดหมดแล้ว
หยุดได้แล้ว
เปลี่ยนมาใช้สติ ปัญญา ความเพียรที่สร้างสรรค์ ผลักดันเมตตาออกมา เปลี่ยนโลก เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนมุมมองทัศนคติได้แล้ว นานเกินไปแล้วกับความรู้สึกที่แย่ ๆ เป็นทุกข์ ชอบใจและไม่ชอบใจ ควรเข้ามาสู่เมตตาจิตที่แท้จริงได้แล้ว
เราปรารถนา เมตตาจิต เพื่อเป็นปทัฏฐานแก่การที่จะทำให้ความมั่นคงในกุศล และความตั้งมั่นแห่งจิตนั้นเกิดขึ้น…
หากเราทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้น คือ ความไม่โกรธ ทำสภาพจิตที่เอิบอิ่ม มั่นคง แข็งแรง เป็นขันติด้วย เป็นสภาพของอโทสะที่เป็นประธาน เมื่อจิตเข้มแข็งมั่นคงแล้ว หากท่านทั้งหลายประสบสิ่งใด ๆ ก็จะเป็นผู้ที่มีความมั่นคงทางด้านจิตใจ มีจิตที่มีพลัง…
หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ไม่ฝันร้าย…
เป็นที่รักของมนุษย์ เป็นที่รักของอมนุษย์ เทวดารักษา
ไฟ ศัสตรา ยาพิษ โรคร้ายไม่กล้ำกราย
สมาธิตั้งมั่นง่าย ผิวพรรณผ่องใส
ไม่หลงตาย มีสุคติเป็นที่ไป
ขอให้ท่านทั้งหลาย จงมีความสุขกาย สุขใจ และปลอดภัย
ขอให้ท่านทั้งหลาย จงเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา
ขอให้ท่านทั้งหลาย ขจัด ราคะ โทสะ โมหะ ได้เร็วพลัน
ขอให้ท่านทั้งหลาย จงดำเนินไปตามมรรคาของพระชินเจ้า ลุถึงซึ่ง อนุปาทาปรินิพพาน คือ การสิ้นจากกิเลสและกองทุกข์โดยเร็วพลัน
ข้าพเจ้าจะตั้งเมตตาจิตไว้กับทุกคน ไม่ว่าจะไปเจอ ณ ที่ใด หนใด ในอัตภาพใด เมื่อได้พบได้เจอ ขอให้เมตตาจิตเกิดอย่างติดต่อและต่อเนื่อง ขออย่าได้ประทุษร้ายท่านเหล่านี้อีกเลย ในที่ทุกแห่งทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ แม้ไปเจอสถานที่ใด แม้ท่านผู้นี้จะมาประทุษร้าย เบียดเบียน ก็จะไม่ทำความโกรธเคืองให้เกิดขึ้น จะยังเมตตาจิตให้ติดต่อและต่อเนื่องเสมอตลอดกาล และตลอดไป
มนสิการใส่ใจแบบนี้ เมตตาจิตจะมีพลัง
กล้าคิดแบบนี้ได้ เมตตาแท้จึงจะเกิดได้
จะไม่มีเงื่อนไขในการเจริญเมตตา
แม้คนเป็นศัตรูเราก็จะรักได้
แผ่เมตตาในคณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล
ขอให้คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล จงเป็นผู้มีความสุข
ขอให้คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
ขอให้คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล อย่าได้มีจิตคิดพยาบาทเลย
ขอให้คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
ขอให้คณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล จงเป็นผู้มีความสุข รักษาตนให้พ้นจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวงเถิด
พลังกุศลจะเกิดอย่างมาก ให้ทำติดต่อ ต่อเนื่อง พลังของเมตตาจะยิ่งใหญ่ บุญที่สะท้อนกลับมาจะมากมายมหาศาล
เมื่อเราแผ่เมตตาให้กับคนที่มีคุณธรรมมาก
พลังของกุศลจะเกิดมาก
พรหมวิหาร
มหาพรหมหยาดน้ำ ฟากฟ้า โปรยปราย
ฉ่ำชื่นชุบชีวา ทั่วหล้า
สายฝนดั่งเมตตา รดหลั่ง ใจนา
มวลหมู่สัตว์มล้า กลับฟื้น คืนคงพระพักตร์องค์สี่หน้า วิจิตร จรรยา
บุญแห่งธรรมาฤทธิ์ ผ่องแผ้ว
เมตตา กรุณาจิต คงมั่น มุทิตา
อุเบกขามีแล้ว จึ่งได้ เป็นพรหม…
บทสวดที่เกี่ยวข้อง
อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม
ที่มา: หนังสือเจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดยธรรมสมทบ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ISBN 978-616-8325-04-9 หน้า ๕๔–๗๑