← เมตตาและพรหมวิหาร
เมตตาและพรหมวิหาร

เจาะลึกกรณียเมตตสูตร คาถาที่ ๖-๑๐

กรณียเมตตสูตรคาถาที่ ๖-๑๐ สอนให้เจริญเมตตาไม่มีประมาณดุจมารดาถนอมบุตรคนเดียว ตั้งสติในเมตตาทุกอิริยาบถอันเป็นพรหมวิหาร จนไม่ต้องเกิดในครรภ์อีก

จากหนังสือ เจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดย ธรรมสมทบ หน้า ๑๓๖–๑๕๑ ทบทวนล่าสุด ๑ ตุลาคม ๒๕๖๙

ใจความสำคัญ

  • การเจริญเมตตามิใช่เพียงมนสิการว่าขอสัตว์ทั้งหลายจงมีสุข แต่พึงมนสิการว่าไม่พึงข่มเหง ไม่พึงดูหมิ่น และไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กัน
  • พระพุทธเจ้าทรงเปรียบการเจริญเมตตาประดุจมารดาที่ยอมสละแม้ชีวิตของตนเพื่อห้ามทุกข์มาถึงบุตรคนเดียว
  • เมตตามาจากคำว่า มิตตะ เพราะ “รัก และ รักษา” เมตตาที่ไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีข้าศึก ชื่อว่าถึงภาวนาสัมปทา
  • ผู้เจริญเมตตาพึงตั้งสติกำกับเมตตาไว้ในทุกอิริยาบถ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการอยู่นั้นว่าเป็นพรหมวิหาร คือ การอยู่อย่างพรหม
  • ผู้เจริญเมตตาที่ไม่ยึดติดทิฏฐิ มีศีล และกำจัดความยินดีในกามได้ ย่อมไม่เข้าถึงความนอนในครรภ์ คือ การเกิดอีก

คาถาที่ ๖

นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ

  • ปะโร ปะรัง ชนอื่น
  • นิกุพเพถ ไม่หลอกลวง
  • นาติมัญเญถ กัตถจิ นัง กิญจิ ไม่ดูหมิ่นกันและกันในที่ทุกสถาน
  • พยาโรสนา ปฏีฆสัญญา เพราะความกริ้วโกรธด้วยกายวิการ วจีวิการ เพราะความคุมแค้นด้วยมโนวิการ
  • นาญญมัญญัสส ทุกขมิจเฉยย ไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาในสัตว์ทั้งหลาย โดยปรารถนาจะให้เข้าถึงประโยชน์สุขของภิกษุเหล่านั้น โดยประการต่าง ๆ ปรารถนาให้ออกไปจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นทุกข์

มิใช่การเจริญเมตตาโดยมนสิการเพียงว่า ขอสัตว์ทั้งหลายจงมีสุขเท่านั้น แต่พึงมนสิการว่า บุคคลไม่ว่าใคร ๆ ไม่พึงข่มเหงบุคคลอื่น ด้วยกิริยาคดโกงหลอกลวง ไม่พึงดูหมิ่นบุคคลอื่น ไม่ว่าใคร ๆ ประเทศไหน ๆ ด้วยวัตถุแห่งมานะ ๙ อย่าง ได้แก่ เรื่องชาติ เรื่องผิวพรรณ เรื่องทรัพย์ เรื่องวัย เป็นต้น และไม่พึงปรารถนาทุกข์แก่กัน เพราะความกริ้วโกรธ หรือเพราะความคุมแค้น

คาถาที่ ๗

มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สัพพะภุเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง

  • มาตา ยถา นิยัง ปุตตัง มารดาถนอมบุตรของตนที่เกิดแต่อก
  • อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข พึงทะนุถนอมบุตรนั้น ซึ่งมีคนเดียวเท่านั้นด้วยชีวิต
  • เอวัมปิ สัพพะภุเตสุ ถนอมสัตว์ทั้งหลาย
  • มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง แผ่ไปโดยไม่มีประมาณเหมือนลูกของเราเอง

บัดนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงเมตตาภาวนานั้นแล ด้วยอุปมา จึงทรงเปรียบเทียบการเจริญเมตตา ประดุจมารดาพึงอนุรักษ์บุตรที่เกิดในตน พึงทะนุถนอมบุตรนั้น ซึ่งมีคนเดียวด้วยชีวิต ยอมสละแม้ชีวิตของตนเพื่อห้ามทุกข์มาถึงบุตรนั้น

ภิกษุ พึงประกอบเมตตาให้เจริญ ให้เกิดบ่อย ๆ และให้ขยายไปโดยไม่มีประมาณ โดยถือเอาสัตว์ไม่มีประมาณเป็นอารมณ์…แผ่ไปไม่เหลือเลย

คาถาที่ ๘

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง

  • เมตตัญจ สัพพโลกัสมิง เจริญเมตตาด้วยใจ (ด้วยภาวนา) ในสัตว์โลกไม่เหลือเลย
  • ภาวเย ให้เจริญ
  • อปริมาณ ไม่มีประมาณ
  • อุทธัง เบื้องบน ทรงถือเอาอรูปภพด้วยบทนั้น
  • อโธ เบื้องล่าง ทรงถือเอากามภพด้วยบทนั้น
  • ติริยัง เบื้องขวาง ทรงถือเอารูปภพด้วยบทนั้น
  • อสัมพาธัง เว้นจากความคับแคบ เป็นไปในที่ไม่มีขอบเขต
  • อเวรัง เว้นจากเวร เว้นจากเจตนาก่อเวรแม้ในระหว่าง
  • อสปัตตัง ปราศจากข้าศึก

เมตตา มาจากคำว่า “มิตตะ” ชื่อว่า มิตตะ เพราะ “รัก และ รักษา” แปลว่า “คุณธรรมของความเป็นมิตร” ห่วงใย เพราะมีอัธยาศัยมุ่งประโยชน์เกื้อกูล และรักษาให้พ้นจากสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ ความเป็นไปแห่งมิตร ชื่อว่าเมตตา…

เมตตาที่ประกอบขึ้นในจิตนั้น ควรทำให้เจริญ ควรให้เป็นไปแก่สัตว์โลก ไม่มีเหลือไม่มีประมาณ แผ่ไปทุกทิศ ให้บรรลุถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในโลกทั้งปวง

ในทิศเบื้องบน ตั้งแต่ภวัคคพรหมลงมา
เบื้องล่าง ตั้งแต่อเวจีนรกขึ้นไป
เบื้องขวาง คือทิศที่เหลือ หรือนับเบื้องบน ได้แก่ อรูปธาตุ
เบื้องล่าง ได้แก่ กามธาตุ
เบื้องขวาง ได้แก่ รูปธาตุ

…ก็แล เมื่อเจริญเมตตาอยู่อย่างนี้ กระทำให้ไม่มีความคับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีข้าศึก เมตตานั้นชื่อว่า ถึง “ภาวนาสัมปทา”

เป็นคุณชื่อว่าไม่คับแคบ
เพราะเป็นโลกทั้งปวง คือ เป็นไปใน ๓๑ ภพภูมิ
เป็นคุณชื่อว่าไม่มีเวร
เพราะกำจัดความอาฆาตของตนในสัตว์อื่นเสีย
เป็นคุณชื่อว่าไม่มีข้าศึก
เพราะกำจัดความอาฆาตของสัตว์อื่นในตนเสีย

ก็พึงเจริญขยายเมตตาอันมีในใจนั้น ที่ไม่คับแคบ ไม่มีเวร ไม่มีข้าศึก ไม่มีประมาณ ไปในโลกทั้งปวง

คาถาที่ ๙

ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ

  • ติฏฐัญ ยืน
  • จะรัง เดิน
  • นิสินโน นั่ง
  • สะยาโน นอน
  • ยาวะตัสสะ ตราบใดที่ไม่ง่วงเหงาหาวนอน
  • วิคต ไป ปราศจากแล้ว
  • มิทโธ ง่วงเหงาหาวนอน เซ็ง หดหู่
  • เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ พึงตั้งสตินั้นไว้เพียงนั้น
  • พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ การอยู่อย่างพรหม

ผู้เจริญเมตตา พึงทำเมตตาให้เกิดขึ้นในใจนี้ในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอนก็ตาม ในขณะที่ ยืน เดิน นั่ง นอน จงขจัดความเซ็ง ความหดหู่ ท้อถอยออกไปจากใจ ให้เมตตาเกิดแทน ให้เจริญเมตตา ให้มีความรัก ปรารถนาดี เอื้ออาทร ให้จิตมีพลัง ตราบใดที่ยังเป็นผู้ปราศจากความง่วงนอนเพียงใด ก็พึงตั้งสติไว้ในเมตตาฌานเพียงนั้น

ให้เจริญสติกำกับเมตตาไว้ จับ ตรึง เมตตาไว้ อย่าให้เมตตาหลุดจากใจ ในขณะ ยืน เดิน นั่ง นอน ก้าวไป ถอยกลับ แลตรง แลเหลียว คู้เข้า เหยียดออก กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม นุ่งห่มผ้า ถือภาชนะ ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ยืน เดิน นั่ง นอน ตื่น หลับ พูด นิ่ง ให้มีสติกำกับเมตตาไว้ แล้วเจริญเมตตาให้มีอานุภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไป มีสติ ไม่ให้วิปลาสทั้งหลายไหลเข้าสู่จิต

การประกอบไว้ในเมตตาวิหาร คือ มีเมตตาเป็นเครื่องอยู่นี้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการอยู่นั้นว่าเป็นพรหมวิหาร คือ การอยู่อย่างพรหม เป็นเครื่องอยู่อันประเสริฐ ไม่มีโทษ อยู่อย่างพระอริยะ

ผู้ตั้งเมตตาที่เป็นไปกับสติ อย่างมั่นคง เรียกว่า เป็นผู้มีพรหมวิหาร มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สติและปัญญาที่ไปตั้งมั่น ไปรู้และเข้าใจ ทำเมตตาให้เกิดขึ้นในขณะที่ระลึกถึงสัตว์ทั้งหลาย ด้วยความรัก ด้วยความเอื้ออาทร ตั้งเมตตาจิตให้เกิดขึ้นด้วยสติที่แข็งแรงและมั่นคง

คาถาที่ ๑๐

ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ ฯ

  • ทิฏฐิญจ อนุปคัมม ไม่ยึดถือ ไม่ยึดติดทิฏฐิ
  • สีละวา คนที่จะเจริญเมตตาต้องเป็นผู้มีศีล
  • ทัสสะเนนะ สัมปันโน ถึงพร้อมด้วยความรู้เห็นตามความเป็นจริง ได้แก่ปัญญาในโสดาปัตติมรรค
  • กาเมสุ ความใคร่ ความกำหนัด
  • วิเนยยะ กำจัด
  • คัพภะ การนอนในครรภ์ คือการเกิดอีก

ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ
ไม่ยึดถือ ไม่ติดทิฏฐิ

คนที่เจริญเมตตา บางครั้งใกล้กับอัตตทิฏฐิ ยังมีตัวตนอยู่ การเจริญเมตตาไม่ได้เจริญด้วยทิฏฐิ มานะ และอัตตาตัวตน แต่เป็นการเข้าใจหมู่สัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิด เป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ในสังสารวัฏ ให้มองเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย มนุษย์ เทวดา หรือพรหม ล้วนแต่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายทั้งนั้น เราจะต้องมีความรัก ความปรารถนาดี ความเอื้ออาทรในหมู่สัตว์ทุกจำพวก ไม่เลือกหน้า

เขายังมีกระแสชีวิตที่ต้องเวียนว่าย ตายเกิด ไม่ต่างจากเรา ยังมีราคะ โทสะ โมหะ

ฉะนั้นหมู่สัตว์ทั้งหลาย จึงไม่ควรเบียดเบียน ประทุษร้ายกัน ไม่ควรข่มเหงกัน

ควรจะมีไมตรีจิต แผ่ความรัก ความปรารถนาดี ให้แก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย โดยไม่เลือกหน้า

บุคคลผู้เจริญเมตตานั้น ย่อมไม่ตกไปในมิจฉาทิฏฐิ คือ มีความเห็นผิดว่าเป็นอัตตาตัวตน ไม่มีสักกายทิฏฐิ ละความเป็นอัตตาตัวตนเสียได้ด้วยปัญญา

กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ

วิเนยยะ คือ กำจัด
กาเมสุ ความใคร่ความกำหนัด เป็นกามฉันทะ เป็นอุปสรรค เป็นนิวรณ์ธรรม

ท่านที่ปรารถนาที่ต้องการจะพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ ต้องกำจัดกามฉันทะ ความยินดี ติดใจใฝ่กระสัน
พยาบาท คือ ความโกรธ
ถีนมิทธะ คือ ความหดหู่ท้อแท้
อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ
วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย
หากกำจัดกิเลสเหล่านี้ได้ เราก็จะไม่ต้องกลับมาเกิดในครรภ์อีก

นี้เป็นผล การออกจากกามเป็นอานิสงส์
กำจัดความยินดีในกามทั้งหลายได้ ย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความนอนในครรภ์ คือ การเกิดอีกโดยแน่แท้ทีเดียว

กุศลกรรมบถ ออกจากอกุศลกรรมบถทั้งปวง เป็นเนกขัมมะ
การบรรพชาเป็นรูปแบบ เป็นเนกขัมมะ
กุศลจิตที่น้อมออกจากกาม เป็นเนกขัมมะ
ฌานเป็นการออกจากนิวรณ์ เป็นเนกขัมมะ
วิปัสสนา ออกจากวิปลาส เป็นเนกขัมมะ
อริยมรรค ออกจากกิเลสแบบสมุจเฉทปหาน เป็นเนกขัมมะ
พระนิพพาน ออกจากสังขารทั้งปวง เป็นเนกขัมมะ

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงจบเทศนาอย่างนี้แล้ว ตรัสกับภิกษุเหล่านั้นว่า…

“…ไปเถิด ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงอยู่ในราวป่านั้นนั่นแหละ และจงเคาะระฆังในวันธรรมสวนะ ๘ วันต่อเดือน แล้วจงสวดพระสูตรนี้ จงทำธรรมกถา กล่าวธรรม สนทนาธรรม อนุโมทนากัน จงซ่องเสพ เจริญ ทำให้มาก ซึ่งกรรมฐานนี้นี่แหละ พวกอมนุษย์แม้เหล่านั้น จักไม่แสดงอารมณ์น่าสะพรึงกลัวนั้น จักเป็นผู้หวังดี หวังประโยชน์ แก่พวกเธอแน่แท้…”

ภิกษุเหล่านั้น รับพระพุทธดำรัส แล้วลุกจากอาสนะ กราบถวายบังคม แล้วทำประทักษิณ ไปในราวป่านั้น แล้วทำตามที่ทรงสอนทุกประการ เทวดาทั้งหลายเกิดปีติโสมนัสว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย ช่างหวังดีหวังประโยชน์แก่พวกเรา ก็พากันเก็บกวาดเสนาสนะเอง จัดแจงน้ำร้อน นวดหลัง นวดเท้า จัดวางอารักขาไว้ ภิกษุแม้เหล่านั้น ก็พากันเจริญเมตตา ทำเมตตาให้เป็นบาท เริ่มวิปัสสนาก็บรรลุพระอรหันต์ อันเป็นผลเลิศภายในไตรมาสนั้นหมดทุกรูป ปวารณาด้วยวิสุทธิปวารณา ในวันมหาปวารณา ออกพรรษาแล.

พระตถาคตผู้เป็นเจ้าแห่งธรรม ผู้ทรงฉลาดในประโยชน์
ตรัสกรณียเมตตสูตร อันมีประโยชน์ด้วยประการฉะนี้.
ภิกษุทั้งหลายผู้มีปัญญาบริบูรณ์ ได้รับความสงบแห่งหฤทัยอย่างยิ่ง
ก็บรรลุสันตบท

เพราะฉะนั้นแล วิญญูชนผู้ประสงค์จะบรรลุสันตบท
อันเป็นอมตะที่น่าอัศจรรย์ อันพระอริยเจ้ารักอยู่
ก็พึงทำกรณียะอันมีประโยชน์ ต่างโดย ศีล สมาธิ ปัญญา
อันไร้มลทิน ต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย เทอญ.

ฉัททันตชาดก

สมัยพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาช้างฉัททันต์ ถูกนายพรานซุ่มทำร้าย ในครั้งแรกนั้น พญาช้างเอาเท้ากระทืบดินด้วยจิตคิดว่า “เราจักฆ่ามันเสีย”

แต่เมื่อได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ ที่นายพรานมีเล่ห์อุบายห่มไว้ ก็เกิดความรู้สึกว่า “ธงชัยแห่งพระอรหันต์ อันสัตบุรุษไม่พึงทำลาย” ยังอโทสะจิตให้เกิดขึ้น ยอมให้นายพรานเลื่อยงาพญาช้างอันงดงามหาที่เปรียบมิได้ในพื้นปฐพี ด้วยจิตที่ไม่คิดประทุษร้าย จนตนเองถึงแก่ความตาย

บทสวดที่เกี่ยวข้อง

อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม

ที่มา: หนังสือเจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดยธรรมสมทบ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ISBN 978-616-8325-04-9 หน้า ๑๓๖–๑๕๑