เจาะลึกกรณียเมตตสูตร คาถาที่ ๒-๕
กรณียเมตตสูตรคาถาที่ ๑-๓ บอกคุณสมบัติ ๑๕ ประการของผู้ปรารถนาจะเจริญเมตตาภาวนา ส่วนคาถาที่ ๔-๕ เป็นการแผ่เมตตาแบบไม่มีเขตแดน ไม่มีประมาณ
ใจความสำคัญ
- กรณียเมตตสูตรคาถาที่ ๑-๓ บอกคุณสมบัติของผู้ปรารถนาจะเจริญเมตตาภาวนาไว้ ๑๕ ประการ เช่น กล้าหาญ ซื่อตรง ว่าง่าย อ่อนโยน สันโดษ
- สักโก ขับเน้นที่ศีล อุชู ขับเน้นที่สมาธิ และสุหุชู ขับเน้นที่ปัญญา
- คนที่มีอโลภะ ยินดีในสิ่งที่ตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี จะพัฒนาเมตตาได้เร็ว ส่วนคนที่มีความโลภกินใจจะเจริญพัฒนากุศลได้ยาก
- คำภาวนาว่า “สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย” นำมาจากบท สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
- คาถาที่ ๔-๕ เป็นการแผ่เมตตาแบบไม่มีเขตแดน ไม่มีประมาณ ให้ทั้งพระอรหันต์และปุถุชน หมู่สัตว์ทุกชนิด ในทุกทิศ ไม่มีส่วนเหลือ
คาถาที่ ๒-๓
สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
นะ จะ ขุททังสะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
- สันตุสสกะ สันโดษ เป็นผู้ยินดีในของที่เป็นของตนเอง ของที่มีอยู่แล้ว
- สุภระ เป็นคนเลี้ยงง่าย มีความอดทน
- อัปปกิจจะ เป็นผู้มีกิจน้อย
- สัลลหุกวุตติ ผู้มีความประพฤติเบา เช่น มีบริขารน้อย เดินทางไปเหมือนนกที่มีแต่ปีก
- สันตินทริโย ผู้มีอินทรีย์สงบ ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจราคะ เป็นต้น
- นิปโก ผู้เป็นวิญญูชน ผู้แจ่มแจ้ง มีปัญญาเครื่องรักษาตน ใช้ปัญญากำหนดปัจจัยสี่ กำหนดรู้สัปปายะ ๗ เป็นต้น
- อัปปคัพภะ ผู้ไม่คะนองทางกาย วาจา ใจ สำรวมระวังคำพูด การยืน เดิน นั่ง นอน
- กุเลสุ อนนุคิทโธ ภิกษุเข้าไปหาตระกูลเหล่าใด ไม่ติดด้วยความอยากได้ปัจจัย หรือด้วยการคลุกคลีที่ไม่สมควรในตระกูลเหล่านั้น
- ขุททะ ลามก
- สมาจเร ข้อสมาจารต่าง ๆ ที่วิญญูชนผู้รู้ทั้งหลายติเตียน
- สุขิโน ผู้พรั่งพร้อมไปด้วยความสุข
- เขมิโน ผู้มีความเกษม ผู้ไม่มีภัย ไม่มีอุปัทวะ
- สัพเพ ไม่เหลือเลย
- สัตตา สัตว์ที่มีชีวิต
- สุขิตัตตา ผู้มีจิตถึงสุข
กรณียเมตตสูตร ในคาถาที่ ๑-๓ นี้ ได้บอกคุณสมบัติของบุคคลผู้ปรารถนาจะเจริญเมตตาภาวนา อันพึงประสงค์ไว้ ๑๕ ประการ คือ
- สักโก เป็นคนกล้าหาญ
- อุชู เป็นคนตรง มีกายสุจริต วจีสุจริต
- สุหุชู เป็นคนตรงอย่างดี คือ มีมโนสุจริตด้วย
- สุวะโจ เป็นคนว่านอนสอนง่าย
- มุทุ เป็นคนอ่อนโยน
- อะนะติมานี เป็นคนไม่หยิ่งไม่ถือตัว
- สันตุสสะโก เป็นคนสันโดษ
- สุภะโร เป็นคนเลี้ยงง่าย
- อัปปะกิจโจ เป็นคนไม่แบกภาระมาก ไม่ห่วงมาก
- สัลละหุกะวุตติ เป็นผู้เบากาย เบาใจ
- สันตินทริโย เป็นผู้สำรวมอินทรีย์
- นิปะโก เป็นผู้มีปัญญารักษาตน
- อัปปะคัพโภ เป็นผู้ไม่คะนอง
- กุเลสุ อะนะนุคิทโธ เป็นผู้ไม่ติดในตระกูล
- นะ จะ ขุททังสะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง เป็นผู้ไม่ประพฤติทุจริตแม้เล็กน้อย อะไร ๆ อันเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้หรือวิญญูชนติเตียนได้
เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งและการปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง จึงขอแสดงรายละเอียดของแต่ละหัวข้อไว้เป็นไปตามลำดับ
สักโก
มาจากคำว่า “สักกะ” แปลว่าอาจหาญ กล้าหาญ
ชื่อนี้เป็นชื่อของพระอินทร์ และเป็นชื่อวงศ์ของพระพุทธเจ้า (ศากยวงศ์) ผู้จะทำเมตตาจิตให้เกิดขึ้น ต้องเป็นผู้แกล้วกล้าอาจหาญ ไม่เกียจคร้าน สามารถขวนขวายช่วยเหลือเพื่อนพรหมจรรย์ในกิจทั้งปวง คุณธรรมข้อนี้เป็นเรื่องของจารีตศีลด้วย เป็นเรื่องของบุญกิริยาวัตถุในข้อ เวยยาวัจจมัย คือ ขวนขวายในกิจอันชอบ
องค์ธรรมของ สักโก
- ศรัทธา ความเชื่อมั่น
- วิริยะ ความแกล้วกล้าอาจหาญ
- กายกัมมัญญตา จิตกัมมัญญตา กายและจิตที่ควรแก่การงานอันเป็นกุศล
กายกัมมัญญตา จิตกัมมัญญตา หมายความว่า เป็นผู้มีความเชื่อมั่น เป็นผู้มีความแกล้วกล้าอาจหาญ เป็นผู้มีสภาพจิตหรือนามธรรมทั้งหลาย เป็นผู้เหมาะควรต่อการงานอันเป็นกุศล ขวนขวายในการประกอบกิจการงานอันเป็นกุศลโดยไม่ย่อท้อ เมื่อมีกิจกรรมใด ๆ เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเจริญกุศลแล้ว ขวนขวายเต็มที่ อุทิศกายใจในการทำกิจการนั้น ไม่เกียจคร้าน เพราะมีศรัทธา มีความแกล้วกล้า มีกายกัมมัญญตา จิตกัมมัญญตา
สักโก ขับเน้นที่ศีล
กายกัมมัญญตา จิตกัมมัญญตา หมายถึง กุศลจิตที่เกิดขึ้น เป็นผู้ที่สามารถเจริญกุศลได้ง่าย เรียกว่าควรต่อการงานอันเป็นกุศล ต้องฝึกจิตให้อ่อนโยน ให้ควรแก่การงานก่อน เพื่อจะได้เจริญเมตตาต่อไป
อุชู
เป็นคนตรง กล้าแก้ไข ซื่อตรง ไม่คดเหมือนปัสสาวะโค ไม่เป็นผู้มีมารยา คือ ปกปิดโทษของตนไว้ ไม่ให้ผู้อื่นรู้ ไม่เสแสร้งแกล้งเป็นผู้มีศีล ไม่มีสาเถยยะ อวดอ้างคุณที่ตนไม่มี เป็นผู้ซื่อตรง ทางกาย ทางวาจา
จิตตรง คือ มีอารัมมณูปนิชฌาน จิตตสิกขา ตรงด้วยสมถะ หมายถึง มุ่งมั่นตรงต่อการฝึกต่อจิตตสิกขา โดยการมีศีลสิกขาเป็นฐาน จนได้ปราโมทย์ ปีติ สุข โสมนัส ได้ความตั้งมั่นแห่งจิต มีเมตตาภาวนา เป็นต้น
อารัมมณูปนิชฌาน หมายความว่า เพ่งอารมณ์ใดเพื่อให้สมาธิเกิด มนสิการถึงอารมณ์นั้น ทำให้เมตตาจิต กรุณาจิต มุทิตาจิต อุเบกขาจิต สมาธิเกิด ขับเน้นไปที่อารัมมณูปนิชฌาน
เป็นกายุชุกตา และ เอกัคคตา หมายความว่า เป็นผู้ดำเนินกาย วาจา จิต ที่ตรงและมีสมาธิตั้งมั่นเป็นเอกภาพ อุชูขับเน้นที่สมถะ
อุชู ขับเน้นที่สมาธิ
พัฒนาจากสักโก เริ่มดำเนินไปตรง ได้ปราโมทย์ ได้ความไม่เดือดร้อนใจ เริ่มอิ่มใจ มีปีติจากการประพฤติปฏิบัติ ขัดเกลาในข้อวัตรต่าง ๆ ได้ความสงบ ได้สุขโสมนัส ได้ความตั้งมั่นแห่งจิตที่เรียกว่า อุชู เมื่อมีกายวาจาที่สงบแล้ว จึงขึ้นสู่อารัมมณูปนิชฌาน คือ จิตตสิกขา ตรงด้วยสมถะ
สุหุชู
ซื่อตรงด้วยดี ทางใจ ไม่มีมารยา เป็นลักขณูปนิชฌาน เป็นปัญญาสิกขา ซื่อตรงด้วยวิปัสสนาญาณ เป็นทั้งจิตตุชุกกตา อุชุกตพละ วิปัสสนาปัญญาพละ สุหุชู เป็นชื่อของปัญญาสิกขา ตรงด้วยวิปัสสนาญาณ เห็นไตรลักษณ์ เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
สุหุชู ขับเน้นที่ปัญญา
หลังจากที่นิวรณ์ธรรม ความติดใจใฝ่กระสันอันตรธานไปแล้ว จิตตั้งมั่นด้วยเอกัคคตา
พยาบาท ความเครียด ความโกรธ ถูกเมตตาขจัดออกไป
ถีนมิทธะหดหู่ท้อแท้ ถูกความเพียร แกล้วกล้าอาจหาญมากำกับ ขจัดความหดหู่ท้อแท้
ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ถูกสติ และเอกัคคตากำจัด
วิจิกิจฉา ถูกปัญญาเข้ามาจัดการ
จิตหลอมรวมเป็นหนึ่ง แล้วพัฒนาสู่ปัญญา เพื่อรู้ความเป็นจริงทั้งหลาย
เรียกว่าปัญญาสิกขา ซื่อตรงด้วยวิปัสสนาญาณ
สุวะโจ
เป็นผู้ว่าง่าย คือ รับคำผู้อื่นแล้วกระทำตาม เมื่อรับโอวาทจากครูแล้วกระทำตาม องค์ธรรม ได้แก่ อโทสะ คือ ไม่โกรธ เมื่อไม่โกรธ จึงอยู่ใกล้ต่อการบรรลุ ใครมีข้อนี้จะอยู่ใกล้ต่อการบรรลุถึง ศีล เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ฌาน สมาบัติ วิปัสสนาญาณ
เพราะมีอโทสะ ไม่โกรธ
เพราะมีขันติ มีเมตตา มีจิตใจที่มีกำลัง เยือกเย็นอ่อนโยน
มุทุ
เป็นผู้อ่อนโยน ไม่โอนอ่อนในกิจของคฤหัสถ์ แต่อ่อนโยนในวัตรปฏิบัติ ในกิจของสงฆ์ คือ ไม่อ่อนไปหากามคุณ เวลาบาปจะเกิดก็ปฏิเสธบาป ทั้งโลภ โกรธ หลง อ่อนโยนต่อพระรัตนตรัย อ่อนโยนต่อคำสอน มีกายมุทุตา จิตตมุทุตา ในการงานอันเป็นกุศล ไม่แข็งด้วยทิฏฐิและมานะ
อะนะติมานี
เป็นผู้ไม่เย่อหยิ่ง ไม่ดูหมิ่นผู้อื่นด้วยวัตถุแห่งการดูหมิ่น มีชาติ โคตร ความรู้ รูปร่าง เป็นต้น องค์ธรรมคือ จิตตมุทุตา ที่เป็นมุทุตาพละ คือ มีจิตที่มีพลังของความอ่อนโยนอย่างมาก เพราะเป็นบุคคลที่ฝึกจิตอ่อนโยนในกุศล มั่นคงในกุศล อ่อนตามคำสอน แต่ปฏิเสธบาป ปิดกั้นบาปได้อย่างมั่นคง
มุทุตาพละ มีกำลังที่สามารถข่มความเย่อหยิ่ง ความถือตัว ความแข็งกระด้างทั้งหลาย จนจิตอ่อนน้อมและอ่อนโยน มีศรัทธา มีความเพียร มีสติ มีสมาธิ มีปัญญาเข้ามากำกับจิต
ศรัทธาเกิดขึ้น ทำลายอสัทธิยะ ความไม่มีศรัทธา
ความเพียรเกิดขึ้น ทำลายโกสัชชะ ความเกียจคร้าน
สติเกิดขึ้น ทำลายมุฏฐัสสติ ความหลงลืมสติ
สมาธิเกิดขึ้น ทำลายวิเขปะ ความฟุ้งซ่าน
ปัญญาเกิดขึ้น ทำลายสัมโมหะ ความหลง ความไม่รู้
การหลอมทองคำเพื่อขจัดโลหะ ตะกั่ว ดีบุก เงิน ทองแดง ออก จะได้เป็นทองคำแท้หรือทองคำบริสุทธิ์ สามารถนำไปทำสร้อย ต่างหู แหวน นาฬิกา สุวรรณมาลา
บุคคลที่มีสภาพจิตที่อ่อนโยน นุ่มนวลกับเมตตา จะพัฒนาสู่วิปัสสนาปัญญาได้
สันตุสสะโก
เป็นผู้ยินดีในของของตน ในของที่มีอยู่ สม่ำเสมอ สันโดษ องค์ธรรม ได้แก่ อโลภะ คือ ไม่โลภ ไม่ติดข้องในกามคุณอารมณ์ คนที่มีอโลภะเด่น ทำจิตให้มีความเสมอ ไม่เที่ยวยินดี อยากได้ของของคนอื่น ยินดีในสิ่งที่ตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี จะเป็นปัจจัยต่อการพัฒนากุศล พัฒนาเมตตาได้เร็ว คนที่มีความโลภกินใจ จะเจริญพัฒนากุศลได้ยาก ต้องสกัดโลภะให้ได้ หากปรารถนาจะเจริญในศีล สมาธิ ปัญญา
สุภะโร
เลี้ยงง่าย ได้รับแม้ของทรามหรือประณีต น้อยหรือมาก ก็มีหน้าตาผ่องใส ยังอัตภาพให้เป็นไปได้ มีความไม่โลภเป็นกำลัง อโลภพละ ไม่ติดใจใฝ่กระสัน ไม่สะทกสะท้านแม้จะได้ของน้อย ได้ของไม่ดี มีปัญญาความรู้ความเข้าใจ มีพละกำลังที่จะฝึกตนอย่างแท้จริง ขัดเกลาตนอย่างเต็มที่ หน้าตาผ่องใสไม่วูบวาบ องค์ธรรม ได้แก่ อโลภะ ความไม่โลภ
อัปปะกิจโจ
เป็นผู้มีกิจน้อยไม่ให้ความสำคัญในกิจอื่นนอกจากการบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา องค์ธรรม ได้แก่ กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา คล่องแคล่วในศีล สมาธิ ปัญญา เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เหมือนปลา เวลาลงไปในน้ำ สติ สมาธิ ปัญญาคล่องแคล่ว เมตตาเกิดได้อย่างรวดเร็ว
ใส่ใจในกิจอื่นน้อย แต่ใส่ใจในกิจที่จะเจริญศีล สมาธิ ปัญญา พอจิตเกิดความคล่องแคล่วในกุศล ศรัทธาโลดแล่น สติ สมาธิ ปัญญาโลดแล่น ความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวต่อบาปโลดแล่น ชำนาญในกุศล
สัลละหุกะวุตติ
เป็นผู้มีความประพฤติเบากาย เบาจิต กายลหุตา จิตลหุตา อโลภะ เบา ไม่หนักด้วยถีนมิทธะ ความหดหู่ท้อแท้
นกมีแต่ปีกและหาง บินไปไหนก็ได้
นักบวชมีจีวรเหมือนปีก มีบาตรเหมือนท้อง ต้องมีบริขารน้อย
เบากายเบาจิต ไปได้ทุกที่
คนที่หวังอะไรมาก ๆ อยากได้ลาภสักการะมาก เป็นคนมีทุกข์ เป็นคนหนัก
เงินเป็นจุดหมายรอง ความสำเร็จของงานเป็นจุดหมายรอง
ธรรมะ คือ จุดหมายหลัก
ธรรมะ คือ ความเชื่อมั่น
ธรรมะ คือ ความแกล้วกล้าอาจหาญ
ธรรมะ คือ สติ
ธรรมะ คือ สมาธิ
ธรรมะ คือ ปัญญา
ธรรมะ คือ เมตตา
นี้เป็นจุดหมายหลัก
ไม่ได้มุ่งไปที่ทรัพย์ อำนาจ เกียรติยศ ชื่อเสียง ทำกิจทุกอย่าง เพื่อธรรม
เบาจริง ๆ คือ ไม่มีกิเลส ไม่มีถีนมิทธะ (ความหดหู่ท้อแท้) กลุ้มรุม
…กายเบา จิตเบา
สันตินทริโย
เป็นผู้มีอินทรีย์สงบ สำรวมอินทรีย์ ไม่ฟุ้งซ่าน ได้แก่ สตินทรีย์ อินทรีย์คือสติ
เห็นแล้วปิดบาปได้ ไม่ให้ราคะ โทสะ โมหะไหลเข้าสู่จิต
ได้ยินก็ปิดบาปได้
ได้กลิ่นก็ปิดบาปได้
ลิ้มรสก็ปิดบาปได้
สัมผัสก็ปิดบาปได้
ใจสงบไม่ฟุ้งซ่าน สงบบาปได้
ราคะ ความกำหนัด โทสะ ความโกรธ โมหะ ความหลง ไม่ไหลเข้าสู่จิตเพราะสติเด่น
ดูเพื่อเสพหรือดูเพื่อศึกษา
ฟังเพื่อเสพหรือฟังเพื่อศึกษา
ดมเพื่อเสพหรือดมเพื่อศึกษา
กินเพื่อเสพหรือกินเพื่อศึกษา
สัมผัสเพื่อเสพหรือสัมผัสเพื่อศึกษา
คิดนึกเพื่อเสพหรือคิดนึกเพื่อศึกษาเสพ ได้เพียงความชอบใจไม่ชอบใจ…
ศึกษา ได้การวางใจเป็นกลาง…
นิปะโก
ผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ให้ได้กุศล เมื่อไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ใช้ปัญญาพิจารณาปัจจัย ๔ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยา อาหาร อะไรเป็นจุดหมายหลัก อะไรเป็นจุดหมายรอง ฉลาดในการสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลาย จะไม่ให้บาปไหลเข้าสู่จิตได้เลย เพราะมีปัญญาในการชำระตน
อาวาสสัปปายะ อยู่ที่ไหนแล้วกุศลจิตเกิดได้ง่าย
อุตุสัปปายะ อยู่ในอุตุแบบไหนแล้วกุศลจิตเกิดได้ง่าย
อาหารสัปปายะ อาหารประเภทไหนบริโภคแล้วกุศลจิตเกิดได้ง่าย
โคจรสัปปายะ เดินทางไปตรงไหนแล้วกุศลจิตเกิดได้ง่าย
อิริยาบถสัปปายะ อิริยาบถไหนทำแล้วกุศลจิตเกิดได้ง่าย
บุคคลสัปปายะ สมาคมกับใครแล้วกุศลจิตเกิดได้ง่าย
ธรรมสัปปายะ ฟังธรรมะกลุ่มไหนแล้วเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้กุศลจิตเกิดได้ง่ายนิปะโก…ฉลาดในการสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสิ่งทั้งหลาย
อัปปะคัพโภ
ไม่คะนองกาย ไม่คะนองวาจา คะนอง คือ ใช้กายกรรมไปฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ใช้วจีกรรม พูดเท็จ พูดจาส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ องค์ธรรม คือ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายสงบ จิตสงบ บุคคลที่กายไม่สงบ จิตไม่สงบ อยู่ที่ไหนก็ตาม จะไม่สงบ อยู่สุขไม่ได้ อยู่ตรงไหน ไม่นิ่ง ไม่สงบในกุศล
กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
เป็นผู้ไม่ติดพันในตระกูลทั้งหลาย คือ ติดพวกพ้อง ติดพ่อแม่ ติดลูก ติดญาติ ติดโทรศัพท์ ติดเกม จิตไม่ไปฉาบติดกับเรื่องเหล่านี้ ไม่เศร้าโศก ไม่ร่าเริง ไม่สุขไม่ทุกข์ร่วมด้วย องค์ธรรม ได้แก่ ตัตตรมัชฌัตตตา เป็นตัวปรับดุลยภาพ ระหว่างศรัทธากับปัญญา และความเพียรกับสมาธิ ให้วางใจเป็นกลางได้
นะ จะ ขุททังสะมาจะเร กิญจิ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
เป็นผู้ไม่ประพฤติทุจริตแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ อันเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้ หรือวิญญูชนทั้งหลายตำหนิติเตียนได้ ขุททะ คือ บาป ไม่ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต เล็ก ๆ น้อย ๆ คนที่จะสามารถละบาปแม้เล็กน้อยได้ คือ คนที่มีหิริพละ และโอตตัปปพละ คือ ความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวต่อบาปมีกำลังมาก
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
พึงแผ่ไมตรีจิตไปในหมู่สัตว์ทั้งหลายว่า
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นผู้มีความสุข…สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย
แผ่เมตตาจิต กรุณาจิต มุทิตาจิต อุเบกขาจิต ไปยังหมู่สัตว์ทั้งหลาย
คำภาวนาที่เราใช้ว่า “สุขกาย สุขใจ ปลอดภัย” นำมาจากกรณียเมตตสูตรบทนี้นั่นเอง
คาถาที่ ๔-๕
เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันตา วา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วา สัมภะเวสี วา สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
- เย เกจิ สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
- ปาณะ สัตว์ที่มีลมปราณ คือสัตว์ที่อยู่ในปัญจโวการภูมิ ที่มีขันธ์ ๕ ได้แก่ มนุษย์ เทวดา อบายสัตว์
- ภูต สัตว์ที่มีขันธ์ ๑ คืออสัญญสัตตพรหม และสัตว์ที่มีขันธ์ ๔ คืออรูปพรหม
- ตสา สะดุ้ง หมายถึงคนที่มีกิเลสอยู่ คือพวกที่สะดุ้งอยู่
- ถาวรา เป็นชื่อของพระอรหันต์ทั้งหลายผู้ละตัณหาและภัยได้แล้ว
- อนวเสสา ส่วนที่เหลือของสัตว์เหล่านั้นไม่มี
- ทีฆา สัตว์ที่มีอัตภาพยาว ได้แก่ ปลา นาค
- มหันตา สัตว์ที่มีอัตภาพใหญ่ เช่น พญาช้าง
- มัชฌิมา สัตว์ที่มีอัตภาพปานกลาง เช่น ม้า โค กระบือ สุกร
- รัสสกา สัตว์ทั้งหลายที่มีขนาดต่ำ ตรงกลางยาว ตรงกลางอ้วน เช่น คนแคระ
- อณุกา สัตว์ทั้งหลายที่มีอัตภาพละเอียดหรือเล็ก เป็นวิสัยของทิพยจักษุ เป็นต้น
- ถูลา สัตว์ทั้งหลายที่มีอัตภาพกลม เช่น ปลา เต่า หอยกาบ หอยโข่ง เป็นต้น
- ทิฏฐา สัตว์เหล่าใดที่เคยเห็น โดยมาปรากฏแก่ตาของตน
- อทิฏฐา สัตว์เหล่าใดที่ตั้งอยู่ในสมุทรอื่น ภูเขาอื่น จักรวาลอื่นที่ไม่เคยเห็น
- อวิทูเร สัตว์ที่อยู่ไม่ไกล เหล่าสัตว์ที่อยู่ในกายตน
- ทูเร สัตว์ที่อยู่ไกล เหล่าสัตว์ที่อยู่นอกกาย
- ภูตา สัตว์ที่บังเกิดแล้ว หมายถึงพระอรหันต์
- สัมภเวสี สัตว์ที่แสวงหาที่เกิด หมายถึงพระเสขะและปุถุชนทั้งหลาย
ในคาถาบทที่ ๔ และ ๕ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงเมตตาภาวนาโดยสังเขป ตั้งแต่อุปจาระ จนถึงอัปปนาแล้ว จึงทรงแสดงเมตตาภาวนาโดยพิสดาร
ทรงแสดงหมวด ๒ แห่งสัตว์ ๔ คู่
- คู่ที่ ๑ สัตว์ผู้สะดุ้งและมั่นคง
- คู่ที่ ๒ สัตว์ที่เห็นแล้วและผู้ที่ตนยังไม่เห็น
- คู่ที่ ๓ สัตว์ผู้อยู่ไกลและผู้ที่อยู่ใกล้
- คู่ที่ ๔ สัตว์ผู้ที่เกิดแล้วและผู้ที่แสวงหาที่เกิด
ทรงแสดงหมวด ๓ แห่งสัตว์ ๓ กลุ่ม
- กลุ่มที่ ๑ สัตว์ผู้มีอัตภาพยาว ต่ำ และปานกลาง
- กลุ่มที่ ๒ สัตว์ผู้มีอัตภาพใหญ่ เล็ก และปานกลาง
- กลุ่มที่ ๓ สัตว์ผู้มีอัตภาพอ้วน ผอม และปานกลาง
เป็นการแผ่เมตตาแบบไม่มีเขตแดน ไม่มีประมาณ
แผ่เมตตาให้ทั้งพระอรหันต์และปุถุชน
แผ่เมตตาให้หมู่สัตว์ทุกชนิด ในทุกทิศ ไม่มีส่วนเหลือ
สัตว์ทั้งหมด แม้เหล่านี้เพียงนั้น จงเป็นผู้มีตนถึงสุขเถิด…
สัตว์ที่มั่นคง หมายถึง พระอรหันต์ เพราะปราศจากความหวาดกลัว
สัตว์ที่เกิดแล้ว หมายถึง พระอรหันต์
สัตว์ที่แสวงหาที่เกิด หมายถึง พวกเราเป็นต้น
บทสวดที่เกี่ยวข้อง
อ่านและสวดตามได้ในหนังสือสวดมนต์ของภาวนาราม
ที่มา: หนังสือเจาะลึกเมตตา สู่ภาวนาที่ยั่งยืน โดยธรรมสมทบ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ พิมพ์แจกเป็นธรรมทาน ISBN 978-616-8325-04-9 หน้า ๑๑๕–๑๓๕